Subscribe

RSS Feed (xml)

Powered By

Skin Design:
Free Blogger Skins

Powered by Blogger

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ NISSAN March แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ NISSAN March แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทดลองขับ ECO CAR "NISSAN March"


นิสสัน มาร์ช เจเนอเรชันที่ 4 เผยโฉมครั้งแรกในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2010 ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ไทยถือเป็นประเทศแรกในโลกที่เปิดตัวพร้อมขายอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังการเปิดตัวเพียง 1 เดือน ก็มียอดจองเข้ามากว่า 9,000 คันแล้ว
มาร์ช รุ่นนี้พัฒนาบนพื้นฐานใหม่ หรือ“วี แพลตฟอร์ม” ซึ่งเตรียมใช้ในการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นใหม่ของนิสสัน โดยวาง 4 ประเทศหลักคือ ไทย อินเดีย จีน เม็กซิโก ในการขึ้นไลน์ผลิตส่งออกไปกว่า 160 ประเทศทั่วโลก
การทำตลาดในไทยวางเครื่องยนต์ HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ พัฒนามาจากโครงสร้างเดียวกับHR16DE 4 สูบ ที่วางในเก๋ง“ทีด้า”รุ่น 1.6 ลิตร ส่วนการทำตลาดในบางประเทศจะเสริมสมรรถนะด้วยระบบอัดอากาศแบบซูเปอร์ ชาร์จ รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลที่ขายในยุโรป

เมื่อพิจารณาวัสดุการประกอบและการตกแต่งภายใน จากการใช้มือสัมผัสและมองด้วยสายตาประเมินว่า คุณภาพดีกว่าครั้งแรกเห็นที่โรงงาน (เพราะตอนนั้นยังเป็นตัวทดลอง ประกอบรุ่นแรกๆอยู่) และเนียนกว่ารถจากจีน-มาเลเซียแน่นอน แต่กระนั้นถ้ามองรวมๆ ก็ไร้ซึ่งความหรูหรา บางจุดดูประหยัดไปนิดถ้าเทียบกับมาตรฐาน รถญี่ปุ่นหลายรุ่น
การขับรุ่นเกียร์ธรรมดา อาจจะรู้สึกเทอะทะในช่วงแรก เพราะแป้นเบรก กับแป้นคลัทซ์ อยู่แทบไม่ห่างกันมาก ดังถ้าคนตัวสูง-เท้าใหญ่อาจต้องปรับ ตัวเล็กน้อย ส่วนการเข้าเกียร์สับง่ายเปลี่ยนคล่อง โดยกดคลัทซ์ตื้นๆก็โยกเกียร์ได้สบาย แต่กระนั้นผู้สื่อข่าวบางท่านให้ ความเห็นไว้ว่า คลัทซ์ยังหนักไปนิด
…ถนนในภูเก็ตคดเคี้ยวเลี้ยวลดไม่พอ แถมยังขึ้นลงเขาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นความท้าทายของ เครื่องยนต์แค่ 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ซึ่งการขับจริงๆไม่อืดครับ การขึ้นทางชันๆ ถ้าระวังตัวสักนิด เชนเกียร์ล่วงหน้า อุปสรรคต่างๆก็ผ่านไปได้สบาย
ส่วนการขับในรุ่นเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องหรือ CVT การออกตัวตอบสนองทันใจ ช่วงความเร็ว 0-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงให้อัตราเร่งดี แต่ผิดกันกับย่านความเร็วกลางๆ หรือระดับ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป พละกำลังจะมาช้าหน่อย เรียกว่า ตีนต้นดีแต่กลางหายปลายหด

รายละเอียดเพื่อน ลองศึกษาได้จากคู่มือ ครับ ที่กล่าวมาทั้งหมด
การที่นิสสันเลือกใช้เกียร์ CVT ส่งกำลัง โดยเซ็ทอัตราทดกว้างให้แรงบิดดีในช่วงตีนต้น ส่วนความเร็วกลางหรือสูงนั้นเน้นประหยัดน้ำมันไว้ก่อน ก็ไม่แปลกครับเพราะรถเล็กเน้นขับในเมือง เครื่องยนต์เล็ก แรงม้าน้อยต้องได้อย่างเสียอย่าง (ถ้าจะเอาประหยัดน้ำมันด้วย)

การ บังคับควบคุมผ่านพวงมาลัยไฟฟ้า น้ำหนักเบาเน้นความคล่องตัวใน เมือง รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง4.5 เมตร แต่องศาเลี้ยวนั้นออกแนวขาดๆเกินๆ การเข้าโค้งที่ความเร็ว 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ออกแนว“โหวงเหวง” ทั้งรุ่นเกียรธรรมดาที่ใช้ล้อ 14 นิ้วหน้ายาง 165 และตัวท็อปเกียร์อัตโนมัติ ประกบล้ออัลลอยด์ 15 นิ้ว หน้ายาง 175

แม้บุคลิกของพวงมาลัยจะทำให้ขาดความมั่นใจไปบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่ามาร์ชจะวิ่งความเร็วสูงไม่ดี เพราะจากที่ลองทางยาวๆความเร็ว 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถยังทรงตัวเยี่ยม ช่วงล่างนิ่ง อาการโยกคลอนขณะเข้าโค้งถือว่าน้อย การันตีว่าขับทางไกลหรืออกต่างจังหวัดได้สบาย

ด้านเบรกใช้หน้าดิสก์หลังดรัม ระยะชะลอหยุดถือว่าสอบผ่าน บวกกับตัวรถกระจายน้ำหนักดี เวลากดแป้นเบรกไม่มีอาการหน้าทิ่ม ส่วนใครอยากได้ความปลอดภัยครบชุดอย่างเบรก ABS EBD BA จะมาใน 2 ตัวบนของรุ่นเกียร์อัตโนมัติ (V,VL) เท่านั้น


รวบรัดตัดความ… “ขับง่าย จอดสบาย” จากขนาดรถกะทัดรัด เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังผสานการทำงานให้การขับขี่ในเมืองคล่อง แคล่ว… “ง่าย สบายเงินในกระเป๋า” ทั้งความสามารถในการซื้อหามาเป็นเจ้า ของ ราคา 3.75 – 5.37 แสนบาท ถือเป็นเก๋งป้ายแดงแบรนด์ญี่ปุ่นที่ ราคา(เริ่มต้น)ถูกสุดในตอนนี้ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อหน่วยการวิ่งที่ มีอัตราบริโภคน้ำมันระดับจิ๊บๆ (วิ่งลงดอยสุเทพ-แหลมพรมเทพได้แน่ นอน) ที่สำคัญด้วยชื่อชั้นนิสสันด้านบริหารอะไหล่ และการใช้ชิ้นส่วน ประกอบในประเทศเกิน 94% ยิ่งรุ่นเกียร์ธรรมดาออปชันไม่ซับซ้อน เชื่อว่าค่าบำรุงรักษาต่ำ สามารถควักจ่ายได้“ง่ายๆ”แน่นอน

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

Nissan March 6 รุ่น(4 มาตรฐาน และ 2 ออปชั่น) ราคารวม vat??

Nissan March มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร แบบ 3 สูบ รหัส HR12DE ขับเคลื่อน 2 แบบคือ เกียร์ธรรมดา และ เกียร์ออโต้ XTRONIC CVT บนโครงสร้าง V-platform เปิดราคาเริ่มต้นที่ 3.75 แสนบาท, รถยนต์ Nissan March ได้รับการออกแบบมาให้เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก มีสไตล์ โฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

การออกแบบของ Nissan March มร. มาโกโตะ ยามาเน รองหัวหน้าฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ความเห็นว่า “รถยนต์รุ่นนี้ต้องมีสไตล์และกลิ่นไอของความพิถีพิถัน” การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้คือ มีกระจังหน้าสองชั้น ตอบสนองความมีสไตล์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามรูปทรงที่สวยงามคลาสสิกยังคง เป็นสิ่งสำคัญ และนี่คือเหตุผลที่มาร์ชยังคงมีเส้นโค้งบริเวณขอบ หน้าต่าง (Arched side window) ที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Nissan March ดึงดูดใจผู้พบเห็น

Nissan March มีขนาดยาวขึ้นและความสูงลดลงเพียง เล็กน้อย ในขณะที่ฐานล้อซึ่งยาวขึ้นนั้น ทำให้มีพื้นที่ภายในกว้างขึ้น นอกจากนี้ ร่องรูปทรงบูมเมอแรงบนหลังคารถช่วยลดการสั่นสะเทือน ลดเสียงภายในห้องโดยสาร ยามาเนกล่าว ด้วยเจตนาในการออกแบบที่จะสร้างความ รู้สึกเดียวกันทั้งรูปลักษณ์ภายในและภาย นอก ภายในห้องโดยสาร นิสสันจึงได้ใช้แนวคิด Connected Cocoon การออกแบบแผงหน้าปัดที่ยึดตาม แนวคิดของ ‘ทวิน บับเบิ้ล’ ที่หมายถึงที่ตั้งเข็มอุปกรณ์รูปกลมและตู้ เก็บของรูปร่างคล้ายกันทางด้านผู้ โดยสาร

Nissan March มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ใหม่ และ ระบบส่งกำลังแบบ XTRONIC CVT

Nissan March ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ รหัส HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร โดยได้ประยุกต์ใช้เครื่องยนต์แบบ HR16 4 สูบ ซึ่งใช้ในรถยนต์นิสสัน ทีด้า (Tiida) เครื่องยนต์ใหม่นี้จึงใช้ระบบควบ คุมการเปิดปิดของวาล์ว ( continuously valve-timing control -CVTC ) ให้กำลัง 59 กิโลวัตต์ หรือ 79 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในปริมาณเพียง 120 กรัมต่อกิโลเมตร ตามแบบฉบับ Eco Car

ระบบขับเคลื่อนของ Nissan March มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือ เกียร์ออโต้ XTRONIC CVT (Continuously Variable Transmission) รุ่นใหม่ของนิสสัน โดยมี อัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น ทำให้ประหยัดน้ำมัน และช่วยให้อัตราเร่งดี

Nissan March มาพร้อมกับเทคโนโลยี และ อุปกรณ์เสริมพิเศษ อาทิ กุญแจอัจฉริยะ ระบบป้องการโจรกรรม Immobilizer Push Start Button กระจกข้างพับอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 จุด (Reverse Sensor) แผงหน้าปัดอัจฉริยะแสดงค่าเฉลี่ยน้ำมันที่ใช้จริง แสดงค่าระยะทางการใช้งาน (cruising range) และอุณหภูมิภายนอก

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ของ Nissan March

Nissan March มีทัศนวิสัยที่ดี และ รัศมีวงเลี้ยว เพียง 4.5 เมตร รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆหลายประการ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์และประหยัดน้ำมัน ในขณะเดียวกับที่ช่วยให้สามารถจอดรถเข้าซองได้ง่ายยิ่งขึ้น(เพราะ เป็นรถเล็ก)

นอกจากนี้ วิศวกรของ นิสสัน ได้พัฒนาลักษณะของการขับขี่และการควบ คุมยานยนต์ซึ่งได้รวบ รวมความแคล่วคล่องว่องไว ความประณีต และความแม่นยำไว้ด้วยกัน บนโครงสร้างวี แพลทฟอร์ม V-platform โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความกะทัดรัด ลดการใช้เนื้อที่ด้านหลังเพื่อให้มีพื้นที่บริเวณเก็บของสูงสุด และใส่ใจเป็นพิเศษต่อการดูดซับแรงกระแทก ซึ่งหมายความว่า Nissan March สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างราบเรียบไม่ว่าสภาพพื้นผิวถนน ราบหรือขรุขระ ไม่มีปัญหาเมื่อต้องวิ่งผ่านโคลนหรือน้ำ สามารถแล่นผ่านไปอย่างง่ายดายด้วยความเร็ว

ระบบความปลอดภัยใน Nissan March

การใช้โครงสร้าง V-platform เป็นปัจจัยหลักประการหนึ่ง ที่ช่วยให้ Nissan March มีความปลอดภัยจากแรงกระแทกมากยิ่งขึ้น รถยนต์รุ่นนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้รองรับการชนด้านหน้า อันเนื่องมาจากบริเวณส่วนรับแรงกระแทกที่ถูกออกแบบให้ตอบรับการ ใช้งานได้ดี และยังคงรักษาความแข็งแรงของห้องโดยสารด้วยตัวถังรถยนต์ ที่แข็งแกร่ง Nissan March ใช้ระดับมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย UNECE 94 และ 95 (การกระแทกด้านหน้าและด้านข้าง) และยังมีถุงลม SRS ในทุกรุ่น ระบบเบรคป้องกันล้อล็อค (ABS) ระบบควบคุมและกระจายแรงเบรคด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และ ระบบเสริมแรงเบรค (BA)

Nissan March ทั้ง 6 รุ่น(4 รุ่นมาตรฐาน และ 2 รุ่นออปชั่น) พร้อมราคารวม vat

  • 1.2 S MT 375,000
  • 1.2 E MT 425,000
  • 1.2 E CVT 459,000
  • 1.2 EL CVT 489,000
  • 1.2 V CVT 507,000
  • 1.2 VL CVT 537,000

Nissan March มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี

  1. สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ Brilliant Silver
  2. สีดำ แบล็ก สตาร์ Black Star
  3. สีม่วง คริสตัล ไลแลค Crystal Lilac
  4. สีเขียวสปริง กรีน Spring green
  5. สีส้ม ซันไลท์ ออเร้นท์ Sunlight orange
  6. สีขาว ไวท์ เพิร์ล White pearl

ในรุ่น 1.2S เลือกได้เพียง 3 สีคือ สีเงิน, สีดำ และ สีม่วง

ที่มา thaiautoshop.com

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

NISSAN March [ECO CAR] ในยุคน้ำมันแพง



เดือนมีนาคมร้อนระอุ ค่ายรถเปิดศึกโชว์ตัวรถใหม่หวังแย่งยอดจองอีโคคาร์ “นิสสันมาร์ช” ที่เปิดตัว 13-14 มี.ค. ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ตามด้วยมาสด้า 4 ประตู 15 มี.ค.ที่พารากอน ก่อนพาสื่อมวลชนไปทดสอบที่ภูเก็ต 18-19 มี.ค. ส่วนฟอร์ด เฟียสต้าขอเกาะกระแสเปิดตัว 16 มี.ค. แต่รับรถเดือนส.ค.

แหล่งข่าวจากวงการรถยนต์ เปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2553 จะเป็นสมรภูมิการแข่งขันครั้งสำคัญของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ทุกบริษัทเตรียมเปิดตัวรถยนต์นั่งขนาดซับคอมแพ็กต์รุ่นใหม่เพื่อชิง ยอดขายกับ “นิสสัน มาร์ช” อีโคคาร์ คันแรกของประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดการเปิดตัวกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 12 มีนาคม โดยจะมีพิธีปล่อยตัวรถคันแรกจากสายการผลิตที่โรงงาน นิสสัน มอเตอร์ ถนนบางนา-ตราด กม. ที่ 21 พร้อมให้สื่อมวลชนขับทดสอบบริเวณ รอบโรงงาน ต่อจากนั้นจะมีงานเปิดตัวกับสาธารณชนในวันที่ 13-14 มีนาคม ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์

ส่วนโตโยต้า เตรียมเปิดตัว โตโยต้า วีออส ไมเนอร์เชนจ์ ในวันที่ 8 มีนาคม โดยปรับรูปโฉมในทันสมัยขึ้น โฉบเฉียวมากขึ้น ปรับกระจังหน้าใหม่ให้ดูดุดันมากขึ้น ส่วนค่ายมาสด้าที่กำลังสนุกสนาน กับยอดจองมาสด้า 2 รุ่น 5 ประตู ก็เริ่มรุกหนักโดยจะเปิดตัวรถยนต์ นั่ง มาสด้า 2 รุ่น 4 ประตู ซีดานในวันที่ 15 มีนาคม ที่ศูนย์การค้า สยามพารากอน และเชิญสื่อมวลชนไปทดสอบ เส้นทางภูเก็ต -กระบี่ ในวันที่ 18-19 มีนาคม ซึ่งคาดว่า มาสด้า 2 ซีดาน จะมีราคาที่ถูกลงกว่ารุ่น 5 ประตู ทำให้เป็นคู่แข่งที่สำคัญของโตโยต้า วีออส และฮอนด้า ซิตี้ รถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย ซึ่งหากมาสด้า เจาะตลาดเก๋งเล็ก 4 ประตูได้เป็นผลสำเร็จ จะทำยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในขณะนี้
ขณะที่ค่ายรถฝาแฝดอย่างฟอร์ด ต้องเร่งทำตลาดเพื่อดึงกำลังการ ซื้อล่วงหน้า ด้วยการเปิดตัว เฟียสต้า รถยนต์นั่งในกลุ่มบี-เซ็ตเมนต์ ที่เป็นพี่น้องร่วมโรงงานกับมาสด้า 2 ในวันที่ 16 มีนาคมที่โรงแรมย่านถนนสุขุมวิท โดยพร้อมรับจองรถ แต่จะส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ในเดือนสิงหาคม 2553 เท่ากับดึงยอดขายล่วงหน้านานถึง 5 เดือน

จากการสำรวจของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า นิสสันได้เริ่มสร้างกระแสความนิยม นิสสัน มาร์ช มาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเริ่มโฆษณาให้ความรู้ในเรื่องของรถยนต์ ในโครงการอีโคคาร์ของนิสสัน และได้ดาราขวัญใจมหาชน อย่าง “เคน -ธีรเดช” จากภาพยนตร์ 200 ล้านบาทเรื่อง
“รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสะท้อนถึงความโดดเด่นของนิสสัน มาร์ช ที่มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง คนตัวสูงก็นั่งได้อย่างสบาย โดยนิสสัน มาร์ช รุ่นเกียร์ธรรมดา สามารถส่งมอบได้ในเดือนเมษายน ส่วนรุ่นเกียร์CVT จะส่งมอบให้ลูกค้าในเดือนมิถุนายน 2553


ส่วน ฟอร์ด เฟียสต้า เดิมมีกำหนดการเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2553 แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ เนื่องจากเกรงว่าการเปิดตัวของ นิสสัน มาร์ช อาจทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเปลี่ยนใจไปซื้อรถประหยัดพลังงาน แทน จึงเร่งกำหนดการเปิดตัวให้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถเร่งโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์(ประเทศไทย) ให้ผลิตรถเร็วกว่านี้ได้ จึงต้องขอให้ลูกค้ารอการส่ง
มอบรถในอีก 5 เดือนต่อไป นับเป็นครั้งแรกในวงการรถยนต์ที่ลูกค้าจองรถ แล้วต้องรอนานขนาดนี้ โดยฟอร์ดยืนยันว่า เฟียสต้า จะมีความโดดเด่นสมกับการรอคอย โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นซีดาน 4 ประตู และรุ่นแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ซึ่งทั้ง 2 แบบจะมากับทางเลือกของเครื่องยนต์ เบนซินขนาด 1.4 ลิตรและ 1.6 ลิตร และเกียร์แบบพาวเวอร์ชิฟต์ 6 สปีด(ดูอัลคลัตช์) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความทนทานมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ