Subscribe

RSS Feed (xml)

Powered By

Skin Design:
Free Blogger Skins

Powered by Blogger

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลรักษารถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลรักษารถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

การดูแลแอร์รถช่วงหน้าร้อน



ช่วงหน้าร้อนแบบนี้สิ่งที่จำเป็นสำหรับรถยนต์ในอันดับแรกก็คือแอร์ครับ รถคันไหนไม่มีแอร์หรือมีแต่ดันเสีย มีแต่ลมร้อนผ่าวๆพ่นออกมา สุดยอดที่จะทรมาน ดีไม่ดีขับไปเกิดเป็นลมหน้ามืดก็จะไปกันใหญ่ ก่อนที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ต้องเตรียมการรับมือไว้ก่อนดีที่สุด มาดูกันว่าแอร์รถท่านเป็นอย่างไรแล้วจะดูแลแก้ไขอย่างไรครับ
1. ตรวจเช็คระบบปรับอากาศรถยนต์ของคุณทุกๆ 3-6 เดือนจากร้าน/ศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน
2. ควรหมั่นสังเกตระบบแอร์รถยนต์ของคุณด้วยตนเอง หากแอร์ในรถของคุณความเย็นเริ่มลดลงให้สันนิษฐานว่า อาจมีการรั่วของน้ำยาแอร์ หรือท่อต่างๆ ในระบบอุดตัน ให้รีบนำรถของคุณเข้าตรวจเช็คโดยด่วน
3. ต้องแน่ใจว่ารถยนต์ของคุณใช้ระบบปรับอากาศระบบ R-12 หรือระบบ R-134a กันแน่ เพื่อป้องกันการผสมกันของน้ำยาแอร์
4. อย่าผสมน้ำยาแอร์ระบบ R-12 และ R-134a เข้าด้วยกัน เพราะจะทำให้ระบบแอร์รถยนต์ของคุณเสียหายได้
5. น้ำมันคอมเพรสเซอร์ของระบบ R-12 และ R-134a ไม่สามารถใช้แทนกันได้
6. หากคุณไม่แน่ใจว่ารถยนต์ของคุณใช้ระบบ R-12 หรือ R-134a ให้คุณเปิดตรวจเช็คจากห้องเครื่องที่กระโปรงรถของคุณ โดยดูที่หัวเติมน้ำยาแอร์ ถ้าเป็นระบบ R-12 หัวเติมจะเป็นแบบเกลียว แต่ถ้าเป็นระบ R-134a หัวเติมจะเป็นแบบตัวล๊อค
7. จำไว้ว่ารถยนต์ที่ผลิตก่อนปี พ.ศ.2538 ใช้กับแอร์ระบบ R-12 เท่านั้น ส่วนรถยนต์ที่ผลิตหลังปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นไปจะใช้ระบบแอร์ R-134a (ยกเว้นรถกระบะต้องผลิตหลังปี พ.ศ. 2539)
8. การรั่วซึมในระบบแอร์รถยนต์ อาจเกิดจากการหมดอายุการใช้งานของอะไหล่ได้
9. หากคุณต้องเติมน้ำยาแอร์บ่อยติดๆกันในเวลา 3 เดือน อาจเกิดการรั่วในระบบแอร์ของคุณเข้าแล้ว
10. ระมัดระวังอย่าใช้น้ำยาแอร์ที่ติดไฟได้
11. การถ่ายเทอากาศ การสูบบุหรี่ในรถ ขณะเปิดแอร์ จะทำให้อากาศภายในรถไม่บริสุทธิ์ จึงควรเปิดช่องระบายอากาศเพื่อไล่ควันบุหรี่ออกไป และเมื่อใช้แอร์เป็นระยะเวลานานๆ ความเปิดช่องระบายอากาศเป็นระยะ จะทำให้อากาศบริสุทธิ์ขึ้น
12. เมื่อไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานานหลายวันควรติดเครื่องยนต์ แล้วเปิดแอร์ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำยาแอร์ที่ซีลคอมเพรสเซอร์
13. ควรจอดรถยนต์ในที่ร่ม การจอกรถกลางแดดนาน จพทำให้ภายในรถร้อนอบอ้าว ต้องใช้เวลานานกว่าจะเย็นลงได้ ในกรณีนี้ควรเปิดประตูหรือกระจกไว้สักครู่ ก่อนจะขับรถออกจากที่จอดรถ
14. ควรปิดช่องระบายอากาศและกระจกให้ มิดชิด ขณะใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันมิให้ลมร้อนภายนอกไหลเข้ามาภายในตัวรถ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ความเย็นลดลงได้
15. ในการขับรถขึ้นเขา เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น จึงควรปิดเครื่องปรับอากาศเป็นครั้งคราว เพื่อลดภาระของเครื่องยนต์และ ป้องกันเครื่องยนต์ร้อนเร็วขึ้นด้วย
16. ควรทำความสะอาดแผงระบายความร้อนที่ อยู่หน้าหม้อน้ำ โดยใช้ลมเป่าหรือใช้น้ำฉีดแล้วใช้แปรงขนอ่อนๆ แปรงสิ่งสกปรกที่อยู่ตามครีบออกให้สะอาด เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยยึดอายุการใ้งานแอร์รถยนต์ของท่านให้ยาวนาน และยังทำให้แอร์เย็นขึ้นอีกด้วย

ล้อสั่น ? และวิธีการแก้ไข

ปัญหาที่มักพบกัน ที่ท่านผู้ขับรถ มักไม่ชอบ ก็คือเวลาวิ่ง แล้วเกิดอาการ ล้อสั่น ซึ่งทำให้เกิดความรำคาญและเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงสาเหตุคร่าวๆ ดังต่อไปนี้

1. ช่วงล่าง ชุดขับเคลื่อน เกิดการชำรุด หลวม สั่นคลอน เวลาวิ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด การสั่นของล้อได้เหมือนกัน
2. ล้อแม็ก เกิดการดุ้ง บิดเบี้ยวเสียรูปทรง
3. ยาง เกิดหมดสภาพ โครงสร้าง ผิดรูป ไม่สมดุลย์

แต่ก็มีอีกสาเหตุหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ มองข้ามไป ก็คือ โดยปกติของการผลิตล้อออกมาจำหน่ายนั้น เขาจะทำค่าของรูตรงกลางล้อ ( Hub Bore ) เป็นค่าออกกลางๆ เช่น 67 มม. หรือ 73 มม. เสียส่วนใหญ่ ยกเว้นล้อที่ผลิตออกมาโดยเฉพาะกับรถนั้นๆ ก็จะมีค่าดุมล้อกับล้อแม็กพอดีกัน แต่หากมีการซื้อหรือเลือกใช้ล้ออื่น โอกาสของความพอดีของดุมก็อาจผิดไป

จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง ดุมล้อ กับ ล้อแม็ก ซึ่งมีผลทำให้การร่วมศูนย์ของดุม กับ ล้อแม็กซ์ ลดลง ก็เป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดอาการ ล้อสั่น และทำให้เรารู้สึกได้ในขณะขับ

สำหรับปัญหานี้ เราได้จัดหาอุปกรณ์เสริม เพื่อลดช่องว่างและทำให้เกิดความกระชับ มีความร่วมศูนย์มากขึ้น ซึ่งอุปกรณ์เสริม นี้เราเรียกว่า Hub Ring หรือ วงแหวนเสริมช่องว่างในรูกดุม นั้นเอง

Hub Ring คืออะไร ?

HubRing หรือ เรียกแบบภาษาชาวบ้าน ว่า ปลอกกันสั่น อุปกรณ์ตัวนี้ มีลักษณะเป็น วงแหวน ที่ใช้สำหรับสวมใส่ตรง รูกลางของล้อ ( Center Bore ) เพื่อประคอง และ ทำให้ ล้อแม็ก กับ ดุมล้อ เป็นศูนย์ ( Center ) เดียวกันมากที่สุด ดังนั้น จึงทำให้ การสั่นของล้อลดลง ในขณะวิ่ง

เมื่อไร ถึงต้องใส่ ?

1. ) แนะนำกับ ล้อแม็กใหม่ ที่เปลี่ยนแทน ล้อแม็ก ติดรถเดิม ( OEM ) เนื่องจากส่วนใหญ่ ขนาดรู Hub Bore ของ ล้อแม็ก มักผลิตมาใหญ่กว่าเดิม เช่น เส้นผ่าศูนย์กลาง 67 มม. หรือ 73 มม. เป็นต้น

2.) เมื่อมีความรู้สึก หรือ สงสัยว่า ทำไม ? เมื่อเปลี่ยนล้อใหม่ มาแล้ว ทำการ ตั้งศูนย์ , ถ่วงล้อ แล้ว ยังคงมีรู้สึกว่าพวงมาลัยสั่น ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ ที่ช่วงความเร็ว 70 - 100 หรือ 110 - 140 กม. / ชม. เป็นต้น

วิธีการใส่หรือประกอบ HUB RING ได้ด้วยตนเอง จะทำอย่างไร ? ( D.I.Y )

ประการที่หนึ่ง ต้องทราบว่ารถของเรามีค่า เส้นผ่าศูนย์กลาง ( Hub Bore ) อยู่ที่เท่าไร ? ดูได้จากคู่มือประจำรถ หรือวัดจากของจริง แต่หากไม่ทราบ

สมมุติ ค่าที่วัดได้ของดุมนี้

เท่ากับ 57.1 มม. ( I.D. )


ประการที่สอง เมื่อเราทราบค่าที่รถของเราแล้ว เราจะต้องหาขนาดรูตรงกลางดุมของ ล้อแม็ก ของเราด้วย ซึ่งเราจะทราบได้ด้วยวิธีการวัด ดังรายละเอียดและวิธีการ ด้านล่างนี้..


ถอด ล้อแม็ก ออกมาจากรถ หงาย ล้อแม็ก แล้วใช้ไม้บรรทัดเล็กๆ วัดตามรูป


อ่านค่าที่วัดได้

ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้ผลิตล้อแม็ก มักจะทำรูตรงกลาง ( Hub Bore ) นี้ไว้ที่ Ø 67 มม. หรือ Ø 73 มม.

สมมุติ วัดได้ Ø 67 มม. ( O.D. )



หลังจากทราบค่าแล้ว ก็สั่งของ ตามขนาดที่เราทราบ ก็คือ...

O.D. = 67 มม.
I.D. = 57.1 มม.

หลังจากได้รับของ ก็นำ Hub Ring มาใส่ที่ ล้อแม็ก ของเรา

นำล้อที่ประกอบ Hub Ring เสร็จแล้ว ไปใส่กลับที่รถของเรา

* หมายเหตุ * แต่หากขนาดนอกเหนือจาก ค่าที่ Ø 67 มม.หรือ Ø 73 มม. เราก็สามารถทำได้ดังนี้...

1. คว้านรูที่ ล้อแม็ก โดยกำหนดให้มีค่าเท่ากับ Ø 67.1 มม. หรือ Ø 73.1 มม ตามแต่ยี่ห้อของ ล้อแม็ก
2. แต่สำหรับรถ ที่มีรูดุมกลางใหญ่กว่า
เราจะต้องสั่งทำ Hub Ring ชนิดพิเศษ เช่น พวกรถ BMW หรือ Pick up เป็นต้น

"ยาง"เสียงดังย่อมต้องมีสาเหตุ


ผู้ขับขี่รถยนต์หลายท่านที่มักจะเกิด ความไม่มั่นใจในการทรงตัวของรถยนต์ขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงดังขณะที่เลี้ยวรถ เพราะคิดว่าเสียงดังเอี๊ยดที่ได้ยินนั้นเกิดจากการลื่นไถลของยางเป็นสำคัญ เสียงที่เกิดขึ้นและความเชื่อดังกล่าวนี้เอง ทำให้ผู้ผลิตยางพยายามอย่างยิ่งที่จะหาทางลดการเกิดเสียงให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

ก่อนอื่นต้องทราบกันก่อนว่าเสียงที่ดังขึ้นมานั้นเกิดจากอะไร และส่งผลอะไรบ้าง เพราะตามสภาพการใช้งานที่เกิดขึ้น
ยางมีหน้าที่รับการ ถ่ายทอดกำลังงานจากเครื่องยนต์ลงสู่พื้นดิน และต้องรับน้ำหนักที่เกิดขึ้นทั้งหมดบนตัวรถ การหมุนไปบนพื้นถนนของยางก็คือ
การเสียดสีกันระหว่างยางและพื้นถนนนั่น เอง

หากการหมุนของยางเป็นไปในทิศทางตรงๆ เสียงที่ดังก็จะเกิดขึ้นจากการขยับตัวของเนื้อยาง ซึ่งจะดังมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการออกแบบร่องดอกยางเป็นสำคัญ ยางที่ได้รับการออกแบบร่องดอกตามแนวเส้นรอบวงและมีร่องดอกเล็กละเอียดจะมี เสียงเกิดขึ้นน้อย หรือหากเกิดเสียงขึ้นมาก็จะเป็นเสียงในโทนเสียงสูง ซึ่งยากต่อการได้ยิน

ในขณะที่ยางมีร่องดอกกว้างหรือมีร่องดอกแนวขวางกับหน้ายางมากๆ จะทำให้เกิดเสียงในโทนเสียงต่ำซึ่งสามารถได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้เสียงดังกล่าวยังสัมพันธ์กันกับความแข็งหรืออ่อนของโครงสร้างแก้มยาง ด้วยเสียงประเภทนี้มักจะสร้างเพียงแค่ความรำคาญ หรือสร้างความไม่สบายในการขับรถ เพราะเสียงยางรบกวนสมาธิหรือไปดังกลบเสียงเพลงจากเครื่องเสียงประจำรถเป็น ส่วนใหญ่

เสียงที่เกิดขึ้นขณะเลี้ยวนั้นจะเกิดขึ้น เพราะการเสียดสีในลักษณะการวางขวางของการหมุนรอบตัวเอง ของยาง ทำให้หน้ายางเกิดการบดกับพื้นถนนอย่างรุนแรงเสียงประเภทนี้จะดังมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับรถ , น้ำหนักที่บรรทุก, ส่วนผสมของเนื้อยางและทิศทางการขวางกับการหมุนของยาง ซึ่งหากเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยวรถ อย่างรุงแรงที่มีความสูงจนแก้มยางถูกกดลงไปบดกับพื้นถนนทำให้เกิดเสียงขึ้น มาหลายครั้ง สามารถเห็นรอยการเสียดสีกับแก้มยางกับพื้นถนนได้อย่างชัดเจน
เสียง ที่เกิดจากสาเหตุประการหลังๆ นี้ ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังการขับขี่ต้องลดลงความเร็วในขณะเลี้ยวโค้งลง มิฉะนั้นอาจจะส่งผลกระทบไปถึงการทรงตัวของรถได้ครับ

ถ้าเป็นยางที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว อาการเสียงดังเกิดได้ดังนี้

1.เกิดจากห้นาสัมผัสยางเกิดอาการสึก ของดอกยางไม่สม่ำเสมอ หรือเรียกง่ายๆว่ากินยาง

2.เกิดจากยางหมดสภาพเนื้อยางแข็งกระด้าง

3.เกิดจากยางมีร่องดอกกว้างหรือมี ร่องดอกแนวขวางกับหน้ายางมากๆ

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ซื้อรถมือสองมาแล้ว…อย่าเพิ่งขับอ่านเรื่องนี้ก่อน (ตอนจบ)


คราวที่แล้วว่ากันแต่ช่วงบน มาตอนนี้มาดูส่วนสำคัญกันบ้าง เพราะเครื่องจะติดไม่ติดก็อยู่ส่วนนี้ละ ดังนั้นจึงต้องใช้ความรู้พื้นฐานด้านเครื่องยนต์กลไกนิดๆ ช่างสังเกตหน่อย และความละเอียดถี่ถ้วน เพียงเท่านี้ บางทีหากอาการไม่สาหัสจริงก็คงไม่ต้องส่งถึงมือช่าง ได้ประสบการณ์ความรู้ และประหยัดเงิน เผลอๆอาจจะเป็นกูรู ในระบบรถรุ่นนี้ไปเลยก็ได้ใครจะไปรู้
3.มาดูที่ห้องเครื่อง ตรวจอะไรที่มันยุ่งๆแล้วจัดระเบียบใหม่อีกที
อันดับแรกลองตรวจดูที่สายพานไดชาร์จ สายพานแอร์ สายหัวเทียน หัวเทียน ให้ช่างคนที่เปลี่ยนกรองเบนซิน คนเดิมนั่นแหละดูให้ (แนะนำว่าควรตีซี้ไว้เป็นช่างประจำรถเลย) เพราะหากเป็นช่างคนเดิมจะดีตรงที่เขาจะรู้ว่าทำอะไรที่ไหนไปบ้าง หากเกิดอาการรวนๆจะได้ไม่ต้องเดาสุ่ม สามารถวิเคราะห์แก้ไขอาการได้อย่างต่อเนื่อง และยังได้ความรู้เชิงช่างและมิตรภาพด้วย เผลอๆอาการเล็กๆน้อยๆ ช่างจะได้ไม่คิดเงินไงละครับ
คิดดูว่าเปลี่ยนกรองเบนซินอันเดียวได้ประโยชน์มากมาย หากสายพานอันไหนเก่าหมดสภาพแล้วเปลี่ยนซะมีราคาไม่ถึงร้อยถึงร้อยกว่าบาท ถ้ากลัวว่าช่างจะฟันราคาก็ซื้อติดมือไปให้ช่างเขาเปลี่ยนให้จะได้จ่ายแค่ค่าแรงประหยัดไปอีกชั้น สายหัวเทียนเก่าไปมั๊ย หากเก่ายุ่ยมากๆ ขาดแล้วพันๆเทปมาละก็เปลี่ยนไปเลยอย่าเสียดายเดี๋ยวจะเสียมากกว่าเดิม ให้เค้าเช็คหัวเทียนด้วยเพียงแต่เอามาล้างปรับเขี้ยวก็พอใช้ได้อีกนาน หัวเทียนไม่ใช่ของเสียง่าย หมดอายุการใช้งานราวๆประมาณ 20,000 กม.
(2000 ชม.) หากเจอช่างที่ดี แต่ถ้าเยินจริงๆเปลี่ยนก็ได้เพราะราคาถูกมากๆ ที่จะช่วยยืดอายุหัวเทียนได้อีกอย่างคือน้ำมันอเนกประสงค์ครับ ติดรถไว้ก็ดีไว้ฉีดพวกขั้วแบตฯ ขั้วหัวเทียน จานจ่าย(ถ้าไม่รู้จักว่าอันไหนไปถามช่างคนเดิมอีกนั่นแหละ) เวลาเก็บอย่าเอาไปไว้ที่ร้อน เกิดตูมตามขึ้นมาไม่รู้ด้วย
4.คราวนี้มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง
ถ่วงล้อ อัน นั้นถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่หลายคนมองข้ามเพราะเมื่อเราใช้ความเร็ว สูงขึ้นหน่อยรถกลับสั่นๆ อาจนึกไปถึงช่วงล่างอื่นๆ แต่ความจริงปัญหามันแค่เพียงถ่วงล้อเท่านั้นเอง ผมแนะให้ไปถ่วงล้อที่เรียกว่า “ถ่วงจี้” เพราะเท่าที่ทำมาได้ผลดีพอสมควร ดีกว่าการถอดล้อไปถ่วงข้างนอก
สังเกตด้วยว่าบางครั้งน็อตล้อเราอาจเป็นคนละแบบทำให้การถอดล้อไปถ่วงไม่แม่นยำแต่ ถ้าให้ดีก็เปลี่ยนน็อตให้มันเหมือนกันให้หมดเลยจะดีกว่า ก่อนถ่วงบอกให้ช่างแกะหินที่ติดล้อออกให้ด้วยนี่ก็เป็นผลให้การถ่วงล้อไม่แม่นยำ แนะให้ไปถ่วงหลังไปล้างรถจากปั้มใหม่ เพราะโคลนที่ติดล้อก็เป็นอีกปัจจัยนึงเช่นกัน เคยแนะให้รุ่นน้องที่มีปัญหาที่ว่าไปถ่วงจี้มาหลายคนส่วนใหญ่จะบอกว่ายังกับได้รถใหม่มาแน่ะ
ยางรถ ดูว่าดอกยางยังเต็มๆดีหรือไม่ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเปลี่ยนถามจากร้านยางดูก็ดีถ้า ร้านที่ดี(ไม่เห็นแก่ยอดขาย)บ่อยครั้งเค้าจะ บอกว่าใช้ได้อีกนานแต่ถ้าเค้าบอกว่าเปลี่ยนเถอะให้สังเกตว่าดอกยางเรายัง เต็ม ยางยังไม่เสียรูป แก้มยางยังสวย เนื้อยางยังสดอยู่หรือไม่ ไม่แนะนำให้ไปทำตามปั้มแต่ก็ตามใจหากใครอยากลองดู การเติมลม ควรเติมซัก 27-28 หากอยากได้ความนิ่มนวล และ 30 หากต้องการประหยัดน้ำมันได้อีกนิดหน่อยในการวิ่งแบบรถไม่ติด อย่าลืมเติมลมยางอะไหล่ด้วยแนะให้เติมเกินปกติไว้ 2 ปอนด์ (ประมาณ 32 ปอนด์) เพราะไม่ได้เติมบ่อยๆ แนะอีกนั้นแหละให้ไปเติมที่ปั้มเจ็ทเพราะเครื่องวัดแบบดิจิตัลค่อนข้างแม่นยำกว่าร้านยางซะอีกและอย่าลืมอุดหนุนเค้าบ้างก็ดี
เช็คช่วงล่าง ไปอู่ที่รับทำช่วงล่างให้เค้ายกรถตรวจพวก ยางหุ้มแร็คช่วงล่างอื่นๆ เพราะบางครั้งเปื่อยๆแล้วเปลี่ยนไปเลยราคาไม่ถึง 300-400 บาท ถ้าขาดขึ้นมาแต่เราไม่รู้จะลำบาก ทั้งทรายทั้งโคลนหลุดเข้าไปละก็เสียมากกว่านี้อีกมาก ให้ช่างตรวจลูกหมาก-คันชัก-คันส่ง-ปีกนก โยกๆแล้วหลวมๆหรือไม่
แต่พวกนี้ถ้าไม่หลวมมากเอาไว้ตอนได้โบนัสออกหรือกู้สหกรณ์ได้ก่อนค่อยมาเปลี่ยนก็ได้ หากยังพอใช้ได้
5.มาดูภายในรถกันบ้าง
หากรถมีกลิ่น แนะนำว่าให้เราจอดรถตากแดดหมุนกระจกลงมาเล็กน้อยทำซ้ำๆหลายวันช่วยได้บ้าง อยากจะแนะนำวิธีการแบบประหยัดและได้ผล นั่นก็คืดใช้ถ่านหุงข้าวนี่แหละเอามาพอประมาณ ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าแล้ววางซุกๆไว้ในที่มุมอับๆ เพราะถ่านหุงข้าวจะช่วยดูดกลิ่นอับได้ดีมาก และอยากให้หอมอ่อนๆ แบบธรรมชาติใช้ใบเตยหอมทั้งใบซักกำแล้วหักพับอย่าให้เกะกะ หาที่ซุกตามใต้เบาะที่นั่ง อยากให้หอมเร็วๆมากๆหน่อย ก็ใช้ 2-3 กำ เพียงเท่านี้ก็หอมแบบสปาแล้วและก็จะดีสำหรับผู้ที่แพ้กลิ่นน้ำหอมด้วย รับรองว่าไม่เกินสัปดาห์ รถคุณจะหอมใหม่ไม่มีกลิ่นกวนใจให้เสียอารมณ์เลย วิธีนี้ต้องยกความดีให้แม่บ้านครับเพราะแพ้น้ำหอม เลยใช้วิธีนี้ทั้งดีและประหยัดครับ และที่สำคัญอย่าสูบบุหรี่ในรถเพราะควันบุหรี่ จะจับกับเบาะกำมะหยี่ คงสภาพกลิ่นนานยิ่งนานๆยิ่งเหม็นมา เหมือนที่เขี่ยบุหรี่เลยละ ยางรองพื้น บางทีเต็นท์ให้มาเฉพาะยางแผ่นเล็กทำให้ทรายกระจายฝังในพรม แนะ ให้ใช้ยางที่เป็นรูปแอ่งๆ ไม่สวยนักแต่สะอาดอย่าบอกใครไม่มีทรายกระเด็นออกด้วยหรือถ้ากำลังทรัพย์มีก็ เอาแบบที่มีขายตามห้างที่มีเฉพาะรุ่นก็ได้ น้ำยาต่างๆ หาซื้อน้ำยาต่างๆเช่นแชมพูล้างรถ ยาขัดเบาะ ยาขัดสีรถ แนะนำว่าเพื่อความประหยัดควรล้างเองจะได้มั่นใจว่าสะอาดและได้รู้จุดอ่อนของตัวถัง-สีรถเราเอง เสียงดังหน้าคอนโซล อันนี้สืบเนื่องาจากรถใช้มาหลายปีเกิดจากการเคยถูกถอดคอนโซล ใส่กล้บเข้าไปไม่สนิทหรืออาจหลวม บางทีพลาสติกเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รู้รำคาญ หรือประสาทเสียเพราะกังวล ขับรถไม่สนุก แต่การหาจุดนี่ยากที่สุดพวกนี้ต้องค่อยๆหาแล้วหาซื้อตัวยึดพลาสติกตามวรจักรมาใส่แทนได้หากของเก่าแตกหรือหลวมหรือไม่มีเลย
6.สังเกตกันนิด
ซื้อรถมาวันแรกผมแนะนำให้ล้างเลยไปให้โดนน้ำฉีดแรงๆ ตามคาร์แคร์ ถึงแม้เต็นท์จะขัดสีรถมาสวยงามสักปานใด เพราะรถหลายคันพึ่งไปสาดสีมาทั้งคัน การประกอบขอบยางกันน้ำซีลซิลิโคนประตูและกระจกหน้า-หลังต่างๆ อาจ ทำมาไม่ดีพอเพราะทำเอง ในอู่สีไม่ได้ทำที่ร้านกระจกที่ชำนาญกว่าบ่อยครั้งที่ น้ำไหลเข้ารถเป็นถังๆ เวลาฝนตกจะได้รีบซ่อมเองหรือให้เต็นท์ทำให้หากตกลงกันไว้แล้ว
แอร์ หากได้ยินเสียงแต็กๆ ดังติดๆกันขณะเปิดแอร์ทำให้รอบเครื่องเราขึ้นๆลงๆ ให้ช่างเช็คดูช่างที่เก่งๆ จะยังไม่วิ่งไปดูที่คอมแอร์ แต่จะตรวจที่ตัวปรับระดับความเย็นที่ภาษาช่างแอร์เรียกรางเลื่อน (Slice volume) เพราะรถเก่าแล้วพวกนี้จะสึกรึหมดอายุเปลี่ยนซะราคา 300-400 บางทีไม่ถึงกับต้องไปยุ่งกับคลัชแอร์หรอกครับ ร้านทำแอร์ผมชอบร้านที่แท็กซี่เค้าชอบไปทำกันเพราะราคาไม่แพงคุยกันได้ แต่ไม่ใช่ร้านที่แท็กซี่ไม่เข้าไม่ดีนะครับ อย่าง ผมใช้ทั้งสองร้านเพราะที่เจอความชำนาญร้านอาแปะของผมเนี่ยเก่งเข้าขั้นเลยที เดียวแต่ราคาเอาเรื่องเหมือนกันเวลาเข้าซ่อมถามไว้เลยว่าเท่าไหร่ ต่อไปเถอะลดได้นิดหน่อยดีกว่าไม่ลดเลย ซ่อมบ่อยๆ ชำนาญขึ้นเดี๋ยวก็รู้ราคาไปเอง
ตรวจดูหลอดไฟรถ ไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟหรี่ ไฟท้าย-ไฟเบรก ไฟกระพริบซ้ายขวา ไฟถอย ไฟทะเบียน ติดครบหรือไม่จัดการให้เรียบร้อยสมบูรณ์ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และการตรวสภาพรถของกรมการขนส่งทางบก หากไฟเหล่านี้ไม่พร้อมเขาไม่ให้ผ่านแน่นอน หากมีอะไรนอกเหนือจากนี้ต้องเช็คต้องเปลี่ยนคงต้องอาศัยการเอาใจใส่ และความช่างสังเกตจากตัวคุณเอง ย้ำต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่แค่เพียงช่วงแรกๆเท่านั้น หมั่นหาความรู้เสมอๆควรให้คนในครอบครัวมีส่วนร่วมด้วย สร้างความสัมพันธ์กันโดยมีรถเป็นสื่อนี่ก็ถือว่ารถไม่ใช่แค่เพียงเป็นพาหนะอย่างเดียวใช่มั้ยละครับ มาถึงบรรทัดนี้ขอเรียนว่าการใช้รถเก่า รถมือสอง ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าอาย เสียหายอะไร แต่กลับเป็นเรื่องที่ดีที่คุณช่วยประหยัดเงินให้ประเทศชาติ และตัวคุณเอง คนขับรถใหม่อาจจะสบายใจว่ารถพร้อมใช้งาน แต่ดอกเบี้ยและค่างวดในแต่ละเดือนทำเอาเหงื่อตกได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าแอร์รถใหม่จะเย็นจัดก็เถอะ และที่สำคัญรถที่เก่ามากๆหากดูแลให้มีความสมบูรณ์พร้อม ย่อมมีคุณค่าและราคามากในสายตาของนักเล่น นักสะสมรถเก่า ดีๆไม่ดีหากถูกตาต้องใจนักสะสมเข้าราคาอาจเพิ่มเป็นเท่าตัวมากกว่าตอนซื้อมาอีกนะครับจะบอกให้

ซื้อรถมือสองมาแล้ว…อย่าเพิ่งขับอ่านเรื่องนี้ก่อน (ตอนที่ 1)

แน่นอนกว่าที่คุณจะเก็บหอมรอมริบได้เงินครบจะไปดาวน์รึซื้อสดรถคันโปรดที่คุณเฝ้ารอคอยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นข้อแนะนำในการบริหารเงินที่จะใช้ซื้อรถมือสอง คือคุณต้องพยายามต่อรองราคาให้ลดลงมาให้มากที่สุด เพื่อจะได้เก็บเงินส่วนต่างนี้ไปใช้ในการตรวจเช็คสภาพอย่างละเอียดถึ่ถ้วนเรียกว่าลงทุนครั้งเดียวใช้ได้อีกนานกว่าจะซ่อม หากไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะเป็นสิทธิของท่าน แต่บอกก่อนนะครับว่า รถเก่ามันเหมือนคนแก่นั่นแหละหากดูแลไม่ดี ก็จะมีอาการจุกจิกตามมาเสียเวลาเสียเงินแบบยุบยับ ดังนั้นไหนๆ ก็ต้องจ่ายซื้อรถอยู่แล้วก็เพิ่มเติมอีกนิดหน่อยเพื่อตรวจเช็คสภาพปรับเปลี่ยนรีเซ็ทกันใหม่ให้มีความพร้อมก่อนขับจะได้สบายใจไม่ต้องลุ้น ดังนั้นเมื่อซื้อมาแล้วแนะนำว่าอย่าเพิ่งขับ ใจเย็นๆ ได้ขับแน่นอน แต่เมื่อไม่ขับแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปละ สำหรับเจ้าของรถมือใหม่(แต่)รถไม่ใหม่นั้น ควรต้องทำสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะนำไปใช้งานดังต่อไปนี้ครับ อันดับแรกคือ
1.ต้องทำความรู้จัก กับรถที่คุณซื้อมาก่อนว่า รุ่นอะไร ปีไหน
เชื่อเหลือเกินว่าต้องมีบ่อยครั้งที่ท่านไปซื้ออะไหล่รถเอง ถ้าไม่รู้ชื่อยี่ห้อและรุ่นต้องเกิดปัญหาแน่นอน คือไม่เจอ หรืออาจจะผิดรุ่นใช้ไม่ได้ อย่างเช่น รถชื่อรุ่นเดียวกันแต่อาจใช้เครื่องยนต์ต่างกันก็มีไม่น้อย เรื่องอย่างนี้ถือเป็นเรื่องหญ้าปากคอกที่ทำให้เจ้าของรถที่เรียกตัวเองว่าเซียนเหงื่อแตกมาหลายคนแล้ว เวลาไปซื้ออะไหล่รถที่ตัวเองขับอยู่ทุกวัน ผมเจอมาแล้ววิ่งไปมาระหว่างอู่กับร้านอยู่หลายตลบ ทางที่ดีเอาแบบช่างลูกทุ่งชัวร์ๆ เลย(ถ้าชิ้นไม่ใหญ่เกินไป) เอาไปเป็นตัวอย่างด้วยจะได้ชัดเจนแน่นอน
ประการต่อมาขนาดเครื่องยนต์ จำนวนซีซี จำนวนวาวล์เท่าไร ชื่อบล็อกของเครื่องยนต์ เช่นยี่ห้อมิตซูบิชิ-แลนเซอร์ บล็อก 4G63 ตัวเลขเพียงไม่กี่ตัวกลับบอกความแตกต่างของรุ่นได้มากมาย ถ้าไม่รู้เปิดฝากระโปรงรถดูส่วนใหญ่จะมีเขียนรายละเอียดเอาไว้ บางคนอาจเถียงว่าดูจากคู่มือรถก็รู้ แต่ในความเป็นจริงก็ทราบกันดีว่าคู่มือการใช้รถนั้นน้อยนักที่จะตกมาถึงมือของเจ้าของรถมือสองมือสามอย่างเราๆ ถึงมีก็อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์มาแล้วก็เป็นได้ จุดวัดระดับน้ำมัน-น้ำยาต่างๆ คุณต้องรู้ว่าอันไหนเป็นจุดวัดระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำมันเบรก น้ำยาแอร์ หม้อน้ำรถ หม้อพักน้ำ น้ำฉีดกระจก น้ำกลั่นแบตเตอรี่ ฯลฯ อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าจะวัดระดับตรงไหนอย่างไร บางคนซื้อรถมือสองมาใหม่คุยเรื่องระบบต่างๆของรถราวกับท่องมาซะยืดยาว แต่เปิดฝากระโปรงรถดู กลับไม่รู้ว่าดูระดับน้ำมันเครื่องตรงไหนกันแน่อันนี้อาการหนักจริงๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ ดูระดับน้ำมันเครื่องตรงไหน Max – Min เติมน้ำหม้อน้ำตรงไหน ควรเติมในหม้อพักและไม่ให้มากไปนักที่สำคัญควรเปิดน้ำที่หม้อน้ำดูด้วยว่าเต็มหรือไม่ที่สำคัญต้องไม่ทำตอนเครื่องร้อนอันตราย ทั้งจากพัดลมและความร้อนของหม้อน้ำ ดูระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ต้องเปิดดูทุกช่องเติมไม่ต้องล้นเพียงแต่เติมให้พอดีกับพลาสติคที่เป็นลิ้นลงไปในช่องก็เพียงพอแล้ว ห้ามเติมจนล้นมิฉะนั้น แบตเตอร์รี่อาจเจ๊งก่อนวัยอันควร ดูระดับน้ำฉีดกระจก ถ้าแห้งจะทำให้ปั้มฉีดน้ำเสียหายได้ อันนี้บอกให้ลูกๆมาช่วยเติมได้ ไม่มี ลิมิตอย่างมาก็แค่ล้นไม่อันตราย จากนั้นดูระดับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ บางรุ่นไม่ต้องเปิดฝาก็รู้สามารถดูได้จากข้างกระปุกมีขีดบอกระดับ มีคำเตือนเล็กน้อยอยู่บริเวณฝาอ่านบ้างก็ดีว่าเขามีคำแนะนำว่าอย่างไรจะได้เป็นความรู้ ดูระดับน้ำมันเบรก บางครั้งไม่ต้องถึงกับเปิดฝามาดูเพราะมีขีดบอกสามารถมองเห็นจากภายนอกเช่นกัน ถัดมาดูระดับน้ำยาแอร์ ดูจากกระปุกพักน้ำยาแอร์สังเกตกระปุกที่มีท่ออะลูมีเนียมรึทองแดงต่อเข้านั้นแหละมีเลนซ์ สังเกต ถ้าน้ำยาแอร์เต็มเราจะไม่เห็นว่ามีอะไรในเลนซ์นั้นเลยแต่ถ้าเมื่อไหร่เห็นในเลนซ์นั้นมีน้ำวิ่งๆเมื่อไหร่ อย่าคิดว่าน้ำยาแอร์เต็มนะครับนั้นคือน้ำยาแอร์หมดแล้วละครับ ไปร้านแอร์ให้ตรวจเช็คเลยโดยด่วน ก่อนที่จะลามไปถึงคอมเพรสเซอร์ (หลายกะตังส์) และที่สำคัญท่านจะได้ไม่ร้อนเวลาขับรถครับ
2.เปลี่ยนซะให้เรียบ
อันดับแรกคือน้ำมันเครื่องและใส้กรองน้ำมันเครื่อง บ่อยครั้ง(เกือบทุกครั้ง)รถจากเต็นท์นั้นเค้าไม่ได้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องมาให้ บางครั้งพึ่งเปลี่ยนมาถือว่าเป็นโชคดีไป แต่ ถ้าให้ดีถ้าเราดึงสายวัดออกมาแล้วน้ำมันเครื่องเหนียวๆ ไม่หยดติ๋งๆ เปลี่ยนไปเถอะครับเพื่อความสบายใจ ถ้าเปลี่ยนแล้วขับรถกลับบ้านมาดึงเข็มวัดออกมาเห็นน้ำมันเครื่องทำไมขุ่นซะแล้วให้คุณดีใจไว้เลยว่าน้ำมันเครื่องนั้นดีเพราะสามารถดึงเขม่าที่จับกับ ชิ้นส่วนในเครื่องออกมาได้เป็นอย่างดี รวมถึงเปลี่ยนใส้กรองน้ำมันเครื่องด้วยไม่แนะนำไปใช้ใส้กรองจากปั้มเพราะ สมัยนี้ใส้กรองของเทียมมีเยอะอายุการใช้งานสั้นกว่า (ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้) ใครรักรถมาก (กว่าเมีย)แนะให้ใช้ของแท้แต่ผมชอบใช้ของเทียมเพราะมีคุณภาพพอๆกันและอาจดีกว่าด้วยซ้ำไป ว่างๆผ่านไปแถววรจักรก็ไปซื้อซะ ถือว่าเป็นการหัดทำความรู้จักกับร้านอะไหล่ไว้ ดูด้วยว่าต้องแถมแหวนยางโอริงมาด้วยแต่อย่าไปคิดว่าเอามาใช้กับกรองน้ำมันเครื่องล่ะ โอริงนี้ไว้ใช้กับน็อตที่เป็นก๊อกปิด-เปิดอ่างน้ำมันเครื่องของเราต่างหาก เวลาให้ช่างใส่ดูกับเค้าด้วย ก่อนใส่แนะว่าให้เอาน้ำมันเครื่องเรานี่แหละทาขอบยางของกระปุกกรองด้วยกันยางเบี้ยวออกมาเวลาขันเข้า ต่อมาใส้กรองอากาศ หากสภาพยังดีไม่มีรอยขาดยุ่ย ก็ถือว่ายังใช้งานได้ แต่ต้องใช้ลมเป่าทำความสะอาดซักหน่อย เพื่อจะได้ไม่มีฝุ่นผงอุดตัน ส่งผลให้เครื่องยนต์กลไกทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น หากจะเป่าเองตามปั๊ม แนะให้ใช้บริการที่ปั้มเจ็ทที่มีที่เป่าอากาศตรงที่เราเติมลม มีหลายคนขับรถมาจนแก่เป่าอากาศยังไม่เป็น การเป่ากรองอากาศต้องเป่าจากในออกนอก ห้ามเป่าจากข้างนอกเข้าในเด็ดขาด ถึงแม้เป่าแล้วฝุ่นกระจายดีแต่นั้นคือการทำให้กรองอากาศของเราตันไปเลย แต่ถ้าเก่าแล้วเปลี่ยนไปเลยไม่ได้แพงอะไรนัก สำหรับมือใหม่ระวังจะถอดไม่เป็นให้สังเกตสลักยึดให้ดี ดึงออกให้ครบไม่ต้องออกแรงมากนักพอประมาณเดี๋ยวพวกสายอากาศจะหลุดแล้วใส่กลับไม่ถูกจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
หากรถคุณเป้นเครื่องยนต์เบนซิน ขอแนะนำว่าต้องเปลี่ยนใส้กรองเบนซิน ราคาไม่กี่ตังค์ เพื่อผลทางด้านกำลังรถ จะได้ไม่ต้องบ่นว่ารถเร่งไม่ขึ้น กระตุกเป็นช่วงๆ แต่อันนี้แนะนำไปให้ช่างเปลี่ยนให้ อย่าลืมถามความรู้เล็กๆน้อยๆจากช่างด้วย(แบบเนียนๆชวนคุยไปเรื่อยๆ) ยังมีอีกหลายจุด ที่แนะนำมายังอยู่แค่ช่วงบน ยังไม่ถึงช่วงล่าง ในตอนหน้าจะมาว่าต่อเรื่องช่วงล่าง เครื่องยนต์ และไฟฟ้ารถยนต์ ตอนนี้ขอพักก่อนครับแล้วเจอกัน....