Subscribe

RSS Feed (xml)

Powered By

Skin Design:
Free Blogger Skins

Powered by Blogger

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถมือสอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถมือสอง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

NISSAN NV 1600 "pick- up สไตล์ sport"



ด้วยงบผ่อนแค่ 4000 บาท / เดือน ท่านก็จะได้รถ sport สไตล์ pick- up ใช้แบบส่วนตั๊ว ส่วนตัวแบบหนุ่มสาว 2 คัน หรือหากินก็บรรทุกได้ ร่วม 500 กิโลกรัมก็ดีไปหมดหรือจะเอา มาแต่งเป็นรถขับซิ่ง ถึง 200 กม./ ชม. ก็ไม่ยาก ถ้าไม่เพราะว่าเป็นตลาดคันหนึ่งที่แม้จะไม่นิยมมาก แต่ก็มีคนสนใจตามหากันแยะทำให้ NV รถทรง PICK UP ของ NISSAN คันนี้มีค่าตัวที่เลยหลักแสนไปไกล ผิดกับรถ DAIHATSU MIRA ที่ราคาสภาพ 2 2 ที่ นั่งหลังคาไพเบอร์ทรงแวนนั้นราคาป้ายแดงใกล้กับ NV แต่พออายุเก่าพอ ๆ กันก็หล่นฮวบมากกว่า NV เพราะคนไม่ค่อยนิยมและไม่อาจนำไปแต่งและดัดแปลงได้มากเท่า NVก็อย่างที่ทราบกันเกือบทั่วไปเจ้า “ NISSAN NV" ชิ้นงานที่ สยาม กลการในยุคของคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดชหมายมั่นว่าจะ สามารถปลุกปั้นให้เป็นรถยนต์แห่งชาติแบบเดียวกับ PROTON SAGA ของมาเลเซียที่รับเอาเทคโนโลยีของ MITSSUBISHI มาใช้ ขณะที่คุณหญิงนั้น ชาติดีกับ NISSAN มากและขณะนั้นสยามกลการจัดว่ากำลัง รุ่งมากงาน NATIONAL CAR จึงเป็นรูปเป็นร่างในสไตล์ของ “ ULTI – BODY " คือในโคลงสร้างเดียวของ “NV “ นั้นสามารถนำไปพัฒนาเป็นรถออกมาได้ตั้งแต่ทรงกระบะพร้อม ดัดแปลง, ทรง PICK – UP สำเร็จรูป, ทรงตรวจการ 3 ประตู, ทรง SEDAN VAN 5 ประตู เรียกว่า ตัวเดียวสามารถขึ้นรูปเป็นรถใด ๆ ก็ได้สุดแต่ลูกค้าจะ ORDER หรือลูกค้านำไปต่อเติมด้วย ระบบไฟเบอร์กลาสส์ที่กำลังฮิตขณะนั้น การเกิดของ NV นั้นเกิดมาในยุคที่ สยามกลการมีรถขนาดเล็กขาย 2 รุ่น คือ SUNNY 1300 FF, และ SENTRA 1500 เท่ากับว่า NISSAN NV เป็นรถอีกรุ่นให้เลือกในสนนราคาต่ำกว่า 300,000 บาท เป็นการกำกับตลาดให้สินค้า NISSAN ของสยามกลการดีแบบรถในด้านราคาให้ เลือกตั้งแต่ระดับเดียวกับรถเก่ามือสอง แล้วค่อยไต่ จนถึงรุ่นตรวจการ 5 ประตู ในสนนราคา 40 กว่า หมื่น ในการนี้หากสยามกลการสามารถประสบความสำเร็จกับ NISSAN NV ได้ต่อไปการหมดยุคของ SUNNY FF ก็จะมีรถทดแทน ขณะเดียวกันก็รองรับตลาด ระดับล่างได้ด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าอนาตดของ NV ต้องโปร่งใส แต่แล้วในนยุคของ พณ. ท่านอานันท์ ปันยาชุน นายกผู้ดีได้ประกาศยอม ให้รถประกอบนอกเข้ามาขายได้ เท่ากับสยบตลาดกึ่งผูก ขาดของบริษัทรถยนต์ในประเทศที่ขายดิบขายดีผลิตไม่ทัน และ ยังขึ้นราคาเป็นว่าเล่น เพราะ SUPPLY ไม่พอกับ DEMAND ( ห้ามรถ CBU เข้า )
การเปิดประตูให้รถ CBU เข้ามาจุงทำลายกำแพง กฏเกณฑ์ มาเป็น SUPPLY มากกว่า DEMAND เพราะการนำรถ CBU เข้ามานั้น สามารถนำเข้าไม่อั้นเนื่องจากปริมาณการผลิตของบริษัทแม่ มากกว่า ทั้งสามารถนำรถยี่ห้ออื่น ๆ เข้ามาขายด้วย เท่ากับว่าผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น ก็เลยกระทบทางอ้อมต่อโครงการ ของ NISSAN NV ที่กลายเป็นว่าราคาชักไม่สมกับรถโดยเฉพาะรุ่นตรวจการ 5 ประตูในราคา 40 กว่าหมื่นนั้น สามารถซื้อรถ เก่งอย่าง HYUNDAI EXCLE ได้ หรือรถเก๋งแท้ ๆ ประกอบนอกได้หลายยี่ห้อ การจะนำเอา NV มาดัดแปลงก็เลยยุติไป ผู้คนเลือกซื้อ NV เพราะอยากใช้เฉพาะแต่จะไม่ค่อยซื้อมาต่อเติมดังแต่ ก่อนและเป็นเหตุหนึ่งที่ต้องเลิกการผลิตรุ่น NV – VAN ไปเหลือไว้แต่ NV PICK - UP เท่านั้น ซึ่ง NV PICK –UP นั้นมียอดขายไม่หวือหวา เท่าไรนัก มีลูกค้าประเภทนำไปขับสนุก ๆ เพราะราคาแค่ 30 กว่าหมื่น หรือพวกนักธุรกิจขนาดเล็หกที่อยากขับรถนุ่มอย่างเก๋ง แต่สามารถบรรทุกของได้อย่างรถกระบะ ตลอด จนวัยรุ่นวัยซิ่งที่นำไปแต่งรถสวยงาม เพราะอย่าง น้อย ๆ การทรงตัวก็ดีกว่ารถปิกอัพดีเซล สมรรถนะก็เปรี้ยวพอจะกัดกับรถเก๋งขนาด 1600 ได้สบาย หน้าตาก็สวยงามแต่ง ขึ้นกว่า MAZDA FAMILIA กระบะ หรือดีกว่าไปจับรถ เก่าราคาเดียวกันแต่ต้องนั่งซ่อม แต่กับ NV ในสภาพ 165,000-250,000 บาทนั้น เป็นวัยที่เหมาะสมเพราะว่ารถ ยังโทรมมาก แม้ว่าบางครั้งจะเห็นลงประกาศขายกันที่ ต่ำกว่า 13 หมื่น แต่สภาพนั้นแย่กว่า COROLLA KE – 70 ซะอีกจึงไม่น่าจับ ยอมแพงหน่อยหาสาเหตุตัวถังดี ๆ เครื่อง 50 % ระดับเร่งรอบจัดมีควันขาวออกนิด ๆ จะดีกว่าเพราะลำบากสุดก็แค่ยกเครื่อง GA 16 เดิมทิ้ง คว้าเอามือสองจากญี่ปุ่นนในราคา แถว ๆ 18,000 – 22,000 บาทใส่ ก็ใช้ดี หรือใจ กล้ายอม ปาไปสัก 30,000 บาทกะไว้ไล่ CIVIC VTEC หรือ NISSAN PREMERA ก็ยกเอาเครื่อง SR 20 DET พลัง 205 แรงม้าในแบบหัวฉีด TURBO รับรองว่าความเร็ว 200 กม./ ชม. อยู่ แค่เอื้อม โดยไม่ต้องเกรงว่าจะเอาไม่อยู่เพราะการ แก้ไขช่วงล่าง NV นั้นง่ายดายมาก เนื่อง จาก NV ก็คือ SENTRA และ SENTRA ก็คือ PRESEA แล้ว PRESEA ก็ใช้วิทยาการเดียวกันกับ PREMIRA ก็เท่ากับว่า NV สามารถใช้อะไหล่ร่มของ PREMIRA ได้ จึงไม่อยากที่จะหาของเก่ามาโมดิฟาย ให้ NV เกาะถนนพอจะซ่าแบบ SPORT – UP ได้เต็ม ๆ ข้อได้เปรียบของ NV PICK - UP คือน้ำหหนักรถเบาต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม รวมทั้งโคลงสร้างแข็งแรงกว่า เพราะเขาเตรียมมาให้ใช้บรรทุกของได้ถึง 800 กิโลกรัม การทที่ โครงสร้างแบบโมโนคอดนั้น จะบิดเบี้ยว ในการใช้อย่างรุนแรงน้อยกว่าแบบเก๋ง
ทำให้การจับ NV นั้นนอกจากราคาถูกและนำไปตกแต่งได้ดีแล้ว ยัง เลือกใช้งานหลายแบบสุดแต่เจ้าของ
รายละเอียดของ NV PICK - UP เป็นรถขนาดยาว 4 เมตรเศษ สามารถแก้ไขระยะความยาวด้านท้าย ให้สั้นเพื่อความคล่องได้ไม่ยาก เพราะเป็นรถขับหน้า ฐานล้อ 2.4 เมตร เพียงพอ ต่อการทรงตัว และเป็นรถที่แม้ท้องจะสูง 145 มม. แต่มีสภาพไม่ลอยเพราะ เป็นรถไม่มีชัชซี ล้อทั้ง 4 ทำงานอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัท โดยด้านหน้ายึดด้วยปีกนกทรง L - ARM ใหห้วงเลี้ยวแคบมาก ด้านหลังแบบคานแข็งที่ทนทาน สามารถ แก้ไขให้นุ่มหรือแบบ น้ำหนักมากได้ไม่ยาก มีข้อเสียคือล้อให้มาขนาดเล็กไปหน่อย เวลา ทิ้งโค้งแรง ๆ ท้ายจะลอยไม่ เกาะ หากได้หันรถมาใส่ยางขนาด 195/55x15 กับกระทะ 6x15 นิ้ว สภาพรถจะเกาะกว่านี้โดยไม่มีผลต่อ พลัง 100 แรงม้าของ GA 16 รถยังคงแล่นได้ดีอย่างเกียร์ 3 สามารถลากได้ถึง 131 กม/ ชม. และเกียร์ 4 เกิน 150 กม./ ชม. บางคัน ยังคุยว่าขับถึง 180 กม./ ชม. ก็ มี โดยมีข้อดีที่เครื่อง GA 16 นี้เป็นแบบฝา DOHC ขับด้วยโซ่ รอบ จัดถึง 7200 รอบ หากขับดี ลากเกียร์แต่ละจังหวะสัมพันธ์กัน ประโยชน์จากเฟือง ท้ายที่ทดไว้ 4.167 นั้น อำนวย ต่อการซิ่งในสภาพรถเปล่านั่ง 2 คนอย่างมาก แถมในยามนั่ง 2 ต่อ 2 จากกรุงเทพ- พัทยา เจ้า NV ก็เกรงใจกระเป๋าเจ้าของในระดับเซฟน้ำมันระหว่าง 12 – 14 กม./ ลิตร ขับ เกียร์ 5 ไม่เกินความเร็วของตำรวจทางหลวงทำได้ ถึง 15.5 กม./ ลิตร เห็น ไหมว่า NV PICK – UP นั้นพร้อมสรรพสำหรับคนกระเป๋าเบาแต่เท้าหนักแค่ไหน

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Misubishi Lancer E-car รถที่เหมาะสำหรับมือใหม่

Mitsubishi ที่จะกล่าวถึงข้อนี้ คือ รุ่นยอดนิยม ที่เรียกว่า อีคาร์ (ปี 1992-1996) เป็นรถที่ขอแนะนำสำหรับ ผู้ที่จะเริ่มต้นขับรถมือสองคันแรก ด้วยราคาที่ต่ำ กว่ายี่ห้ออื่นๆในตลาด ในปีที่ผลิตเดียวกัน เมื่อเทียบกับ Toyota รุ่น 3 ห่วงหรือ ท้ายแตงโม ,Honda Civic โฉมเตารีด ที่บางคันทะลุไปกว่า 3แสนบาท แต่ อีคาร์ยังยืนหยัด ที่ราคาไม่เกิน 2แสนปลายๆรถที่จะขอแนะนำ ในที่นี้ จะเป็น รุ่น Lancer GLXI1.5 เกียร์อัตโนมัติ ปี96 หรือ รุ่นที่เรียกว่ากันชนใหญ่ ราคากลางอยู่ที่ 2.5แสน อาจจะขยับไปเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพ เครื่องยนต์ เป็นระบบหัวฉีด แบบ ECI-Multi รหัสเครื่องยนต์ 4G15 แบบ 12วาล์ว 90 แรงม้า แคมชาฟท์เดี่ยวพร้อม เกียร์อัตโนมัติแบบ 3 จังหวะ เน้นที่ความประหยัด สมรรถนะ ปานกลาง ไม่หวือหวามากระบบช่วงล่างหน้า เป็น แมคเฟอร์สัน สตรัท ด้านหลังเป็น อิสระ-Multi link ให้ความนุ่มนวล ดีทีเดียว สามารถทำความเร็วได้ สูงสุดที่ 145 Km/h และไม่มีอาการ สั่นเมื่อ ขับคนเดียวที่ความเร็ว100-120 Km/h โดยที่ระบบล้อทั้งสี่ เป็นแบบ แมก 3 ก้าน R13 มาตรฐานเดิมๆ จากโรงงานอัตราการกินน้ำมัน ต้องยอมรับว่า ประหยัดใช้ได้ ที่ทางไกล จะกินราวๆ 14-15 Km/literส่วนในเมือง ก็ราวๆ 9-12 Km/liter นับว่าคุ้มค่าทีเดียว แต่บางครั้งต้องยอมรับว่า สมรรถนะ ค่อนข้างอืด ถ้านั่งเต็ม 4 ที่นั่ง แต่เป็นเพราะ ระบบเกียร์อัตโนมัติที่ค่อนข้าง ไม่ทันใจมากกว่ามีบางท่านกล่าวว่า รถรุ่นนี้ จุกจิก อะไหล่แพงมาก ไม่น่าเล่น ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วรถรุ่นนี้ ไม่ได้จุกจิกมากมายอะไร อาจจะเป็นเพราะ หาช่างรู้ใจยาก พอซ่อมไม่ถูกจุด แล้วไม่หายก็เลยเหมาว่าจุกจิก จริงๆแล้วในระบบเครื่องยนต์ตัวนี้ ตัวที่เป็นปัญหาที่สุด และมีไม่กี่จุดก็คือ ตัวชดเชยรอบเดินเบา ( Idle Speed Control) คือจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นของใหม่ จากศูนย์เท่านั้น และ Sensor ในระบบ อีก 2-3 ตัว ซึ่งพังตามอายุการใช้งาน ที่ 5-8 ปีส่วนอะไหล่อื่นๆสามารถหาของเทียบ หรือ ของแท้ นอกศูนย์ยริการ แถววรจักร หรือ ของเซียงกงได้เลยราคาไม่แพงอย่างที่คิด เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองเพราะระบบเครื่องยนต์และเกียร์ถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานที่รอบไม่สูงมากนักแต่ถ้าหาก เกิดเบื่อขึ้นมา อยากได้ สมรรถนะที่หวือหวา จัดจ้าน รถรุ่นนี้ได้ใช้ พื้นฐานการผลิตเดียวกันกับ รถแข่งตระกูล EVOLUTION I-III จึงสามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์ ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ที่วางขายตามเชียงกง ได้เลยโดยไม่ต้องมีการดัดแปลงใดๆ โดยเครื่องยนต์มีให้เลือกหลายรุ่นหลายขนาด ทั้งเครื่อง 4G9x 1800cc , 4G6x 2000cc มีทั้ง ธรรดา และ Turbo และ รุ่น4G63T Turbo 240 แรงม้า Evolution ส่วนราคาค่าเครื่องพร้อมวาง ก็ตกราวๆ 5 หมื่น - 2 แสนบาทตามแต่รุ่น และ กำลังทรัพย์ของเจ้าของแต่ถ้าไม่คิดจะวางเครื่อง แต่ จะขยับขยายไป เล่น รถใหม่ หรือ มือสองยี่ห้ออื่นๆ ก็ไม่ผิดกติกาอันใด การขายต่อ ก็ยังนับว่าไม่ขาดทุนมาก เมื่อเทียบกับราคาที่ซื้อมา สามารถปล่อยที่ราคา 2แสนเศษๆ ได้สบายๆ ดังนั้น ด้วยทางเลือก ที่มีมากกว่า และ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลัง มองหารถมือ2 คันแรก ด้วยงบที่ไม่สูงมาก เทียบกับความคุ้มค่า ได้รถที่ใหม่กว่า จึงเป็นรถรุ่นหนึ่ง ที่น่าสนใจทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Toyota Soluna รถครอบครัวยอดประหยัด


สำหรับ ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์คันแรก หรือรถครอบครัวขนาดย่อม เน้นขับในเมือง ประหยัดน้ำมัน ซ่อมง่าย ปีใหม่ ราคาถูก โซลูน่าก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่น่าสนใจมาก เพราะมีคุณสมบัติรถเมืองหรือซิตี้คาร์ครบถ้วน เดินทางไกลก็ได้ สภาพรถยังใหม่ๆในราคาที่มีให้เลือกตั้งแต่ 2 แสน-4 แสน จะน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนลองมาดูกัน

โซลูน่าตัวแรกเริ่มทำตลาดปี 1997 ใช้พื้นฐานของรุ่น Tercel ใน ญี่ปุ่น ด้วยราคารุ่นพื้นฐานเปิดตัวที่ 348,000 บาท นับเป็นราคาที่ถูกมาก ทำให้ขายดีมากทีเดียว รูปลักษณ์ภายนอกก็เรียบๆดูธรรมดา ยังมีสันเหลี่ยมเด่นชัดไฟหน้าทรงคางหมูและไฟเลี้ยวสีส้มตรงมุมบังโคลนรูปทรง ไม่หวือหวาอะไร กระจังหน้าทรงเรียบๆมีเส้นคาดสองเส้นแปะตราโตโยต้าเอาไว้ตรงกลาง กันชนดูไกลๆแล้วเหมือนของรุ่นสามห่วง ด้านท้ายตัดลงมาตรงๆแล้วไฟท้ายเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูเอียงรับกับฝากระโปรง ดูโล้นๆแปลกตามากกว่าสวย ล้อแม็กสำหรับรุ่น 1.5 XLI เป็นล้อเหล็กเพียวๆแบบรถกระบะขนของ ส่วนรุ่นอื่นๆเป็นฝาครอบล้อ14นิ้ว โครงสร้างตัวถังแบบ GOA ใช้เหล็กกันสนิมแบบ Galvanized Steel ที่ โตโยต้าอ้างว่ากันสนิมได้ถึง 5 ปีผุกร่อน 10 ปี ทำตลาดต่อมาอีก 2 ปี ได้มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้านหน้าที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือกันชนทรงใหม่ดูดีขึ้น ปรับไฟหน้าเป็นแบบมัลติรีเฟล็กไฟเลี้ยวขาว กระจังหน้าทรงคล้ายๆเดิมปรับให้ดูลาดเอียงยิ่งขึ้น เปลี่ยนลวดลายเป็นซี่นอนดูน่ามองมากกว่าเดิม ด้านท้ายที่เด่นๆคือไฟท้ายแยกออกมาแปะไว้ที่ฝากระโปรง ไฟท้ายแบ่งออกเป็น 2 ช่องรูปวงรีคล้ายหยดน้ำ เป็นที่มาสำหรับฉายาโซลูน่าโฉมไฟท้ายหยดน้ำ ทำตลาดเรื่อยๆจนถึงปี 2002 ก็มีรุ่นใหม่ออกมา

ภายในของทั้งสองรุ่นนี้เหมือนกัน คอนโซลหน้าคล้ายๆรุ่นสามห่วง มาตรวัดมีครบ พวงมาลัยพาวเวอร์ 4 ก้านมีถุงลมให้เฉพาะรุ่นท็อป กระจกแบบ Jam protection เฉพาะ ฝั่งคนขับมีในรุ่นท็อป ภายในไม่กว้างขวางนัก นั่งได้ 4 คนพอดีๆ เบาะเป็นเบาะผ้า ช่วงรับแผ่นหลังดูจะตื้นไปนิดจึงนั่งไม่กระชับนัก เดินทางไกลก็เมื่อยหน่อย ช่วงหย่อนขาตื้นไปและช่วงวางขาก็สั้นไปสำหรับคนสูง 180 อย่างผม

เครื่องยนต์ใช้บล็อกเดียวกับโคโรล่า 1.5 ต่างกันตรงท่อไอดี แครงก์น้ำมันเครื่องและรายละเอียดเล็กน้อย จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด EFI ให้ กำลัง 95 แรงม้า ส่งผ่านเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์ออโต้ 5 สปีดลงสู่ล้อหน้า ความเร็วสูงสุดประมาณ 160 กม/ชม อัตราการกินน้ำมันในเมืองอยู่ที่ 8-12 กม/ล นอกเมืองอยู่ที่ 11-15 กม/ล ช่วงล่างร่อนที่ความเร็ว 120 เนื่องจากตัวรถเบา ถ้าคนนั่งไปเยอะๆน่าจะลดอาการร่อนไปได้บ้าง(แต่จะเพิ่มอาการโยนแทน)เบรกดีพอ สมควรมี ABS ให้ในรุ่นท้ายๆ

ด้าน อะไหล่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีให้เลือกเต็มไปหมดทุกมุม มีครบทุกชิ้น ราคาไม่แพง มิหนำซ้ำยังมีชุดแต่งเอาไว้เสียเงินเพิ่มอีกมากมายต่างหาก เอารถไปจิ้มหัวเข้าอู่ไหนก็ได้ ซ่อมง่าย ข้อเสียคือตัวถังไม่แข็งแรงนัก ชนเบาะๆก็ยุบแล้ว ถุงลมคนขับก็มีให้เฉพาะรุ่นท็อปส่วนคนนั่งก็ต้องลุ้นเอาเอง การประกอบไม่ดีนัก(ก็จะเอาอะไรกับรถราคาเท่านี้) ช่วงล่างนุ่มแต่ไม่เกาะถนน ขับเร็วๆไม่ไหว จับโช้คและสปริงแข็งๆน่าจะช่วยได้บ้าง เวลาซื้อต้องดูสภาพตัวถัง เพราะรถคันนี้ส่วนใหญ่เจ้าของเก่าเป็นพวกมือใหม่หัดขับ ส่วนใหญ่ที่เจอมักจะไม่ชนมากก็ชนน้อย อันนี้ต้องทำใจ พยายามเลี่ยงรถที่ทำสีใหม่ นานๆทีจะเห็นรถผู้หญิงใช้น้อยหลุดออกมาคันนึง ควรดูรอยช้ำของตัวถังแล้วคำนวณค่าซ่อมไว้ประมาณหมื่นถึง 2 หมื่น เครื่องยนต์ต้องดี เกียร์เข้าง่ายไม่ติดไม่สะดุด เวลาเลี้ยวไม่ควรมีเสียงดังเอียดอาด

สรุป เจ้าโซลูน่าเหมาะสำหรับผู้ที่มีรถคันแรก รถแม่บ้าน รถครอบครัวเล็กๆเอาไว้ขับในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ประหยัดน้ำมัน ขับง่าย อะไหล่เยอะ ซ่อมถูก ปีใหม่ แต่ตัวถังไม่ทนทาน ช่วงล่างไม่เหมาะที่จะออกต่างจังหวัดบ่อยๆครับ

ข้อมูลทางเทคนิคของโตโยต้า โซลูน่า

เครื่องยนต์ 5A-FE 4 สูบ DOHC 16V

ปริมาตรกระบอกสูบ 1,498 ซีซี

แรงม้า 95แรงม้า/5600รอบต่อนาที

แรงบิด 126Nm/4800รอบต่อนาที

ระบบจ่ายน้ำมัน หัวฉีด EFI

ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ/ธรรมดา 5 สปีด

ระบบกันสะเทือน อิสระแมกเฟอสันสตรัท/ทอชั่นบีมและเหล็กกันโคลง

ระบบเบรก หน้า/หลัง ดิสก์/ดรัม

กว้าง-ยาว-สูง 1660-4175-1380

น้ำหนักรถ 935 กก.

ขนาดยาง 175/65R14

ความเร็วสูงสุด 160 กม/ชม

อัตราการกินน้ำมัน 9-15 โล/ลิตร

ISUZU ก็มีเก๋งนะจะบอกให้


อีซูซุ เวอร์เทคซ์ เป็นรถที่เกิดจากความร่วมมือของฮอนด้าที่ผลิตแต่รถเก๋ง กับอีซูซุที่ผลิตแต่รถกระบะ ทั้งสองค่ายจึงแลกเปลี่ยนรถมา rebadge เป็นรถของตัวเอง โดยฮอนด้าได้เอากระบะไปทำเป็น Honda Tourmaster แต่ ยอดขายน้อยมาก ส่วนอีซูซุได้เวอร์เทคซ์มาทำตลาด ด้วยราคาขายที่ไล่เลี่ยกับฮอนด้า ทำให้มียอดขายที่ไม่ดีนักแต่ก็ดีกว่ากระบะของฮอนด้า เวอร์เทคซ์เปิดตัวครั้งแรกปี 1996 โดยให้ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังอย่าง ริชาร์ด เกียร์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ แบ่งออกเป็นสองรุ่นคือรุ่น SและJ โดยSE/JEเป็นเกียร์ออโต้และSL/JLเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา จากนั้นปี 1999 ก็ปรับโฉมนิดหน่อยตัดรุ่นSออก ไป ทำตลาดอย่างเงียบๆจนถึงต้นปี 2003 ก็เลิกผลิตไป รถเหล่านี้จึงตกรุ่นกลายเป็นรถมือสองที่ราคาตกเอามากๆ เพราะไม่ใช่รถตลาด รถเกรดเดียวกับฮอนด้าแต่ราคามือสองถูกกว่าเป็นแสนทั้งๆที่ราคามือหนึ่งใกล้ เคียงกัน น่าสนใจหรือไม่ มาลองดูกัน

รูป ลักษณ์ภายนอกคล้ายกับฝาแฝดซีวิคถ้ามองเผินๆ แต่เมื่อมองกันเต็มๆจะพบว่าบางจุดก็แตกต่างไป ด้านหน้า ไฟหน้าทรงสี่เหลื่ยมคางหมูไม่เหมือนตาโต รับกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ทรงเหลี่ยมรูปชาม ติดยี่ห้ออีซูซุไว้กลางกระจังหน้า กันชนมุมเหลี่ยมด้านล่างกันชนมีช่องดักลมขนาดเล็กและยาวกว่าซีวิคอยู่ พร้อมช่องเล็กๆข้างๆเอาไว้ใส่ไฟตัดหมอก ดูโดยรวมการออกแบบเหมือนสูตรสำเร็จของรถยุโรป รูปทรงดูเหลี่ยมกว่าซีวิคแต่ผมชอบเป็นการส่วนตัว ด้านข้างบังโคลนของใหม่เพื่อให้รับกับมุมไฟหน้า ชิ้นส่วนประตูกระจกต่างๆตั้งแต่เสา A ถึงเสา C เป็น ของซีวิคหมด ด้านท้ายเหมือนกับซีวิคมากๆยกเว้นไฟเลี้ยวขาวที่สร้างความแตกต่างเวลามอง ผ่านๆได้ ตรงกลางฝากระโปรงท้ายติดตราของเวอร์เทคซ์โดยเฉพาะ ล้อแม็กลายใหม่ขนาด 14 นิ้วทุกรุ่น

เข้า มาภายในแทบจะไม่แตกต่างจากซีวิคเลย สิ่งเดียวที่ยังบอกว่าเป็นอีซูซุอยู่ก็คงจะเป็นพวงมาลัยที่มีตราอีซูซุ มีถุงลมเฉพาะฝั่งคนขับ(ยกเว้นรุ่นSL) ภายในกว้างขวางดี เบาะเป็นผ้าแซมกำมะหยี่ ออพชั่นมีให้ไม่คับคั่งนักเอาแค่พอใช้ก็สะดวกสบายมือดี คอนโซลหน้ายกมาจากซีวิคเลย หน้าปัดเรียบๆแบ่งเป็นสามวง ซ้ายสุดเป็นวัดรอบ ตรงกลางเป็นความเร็ว ขวาเป็นวัดน้ำมันและความร้อน ส่วน pictograph กระจายอยู่ทั่วหน้าปัด

เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับซีวิคมีวีเทคในรุ่นSL/SE/JE 1590 ซีซี 4สูบ SOHC 16V 120แรงม้า/6400รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 146 Nm ที่ 5500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ออโต้ 4 สปีดในรุ่นSEหรือ ธรรมดา 5 สปีด ลงสู่สองล้อหน้า ช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ดับเบิลวิชโบน โชคอัพแก๊สและเหล็กกันโคลง ดิสก์เบรก 4 ล้อพร้อมเอบีเอส(ยกเว้นรุ่นSL)

เท่า ที่เคยลองขับมาใช้งานในเมือง ไม่ค่อยรู้ฤทธิ์เดชของมันตอนความเร็วสูงๆ ในเมืองก็มีความคล่องตัวดี พวงมาลัยพาวเวอร์ฉับไวพออาศัยมุดในชั่วโมงเร่งด่วนได้ ต้องลากรอบเครื่องสูงๆหน่อยถึงจะได้แรงม้าเอามาใช้กัน คาดว่าสมรรถนะการขับนอกเมืองคงไม่ต่างจากอารมณ์ซีวิคมากนัก อัตราการกินน้ำมันอันนี้เจ้าของเล่ามา อยู่ที่ 7 กม./ล. ถ้าอัดสุดๆในเมือง และ 9-10 กม./ล.ถ้าขับเรื่อยๆ ช่วงล่างและเบรกดีทีเดียว ในรอบสูงๆเสียงเครื่องมีเข้ามาค่อนข้างมาก ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากการขับซีวิคเลย

เรื่อง อะไหล่ เห็นเป็นรถยอดขายน้อยแบบนี้ อะไหล่มีแพร่หลายทีเดียวเพราะใช้ร่วมกับซีวิคได้ทั้งด้านนอกและด้านใน ยกเว้นด้านหน้ากับบังโคลนหน้าที่ใช้ร่วมกันไม่ได้ เจ้าชิ้นส่วนด้านหน้านี้จะสร้างลำบากแก่เจ้าของรถพอดู เพราะต้องเบิกจากห้างเอาซึ่งก็แพง ถ้าเดินหาตามวรจักรหรือเชียงกงแล้วคงจะเหนื่อยหน่อย ก่อนซื้อก็ควรดูสภาพตัวถังไม่น่าจะมีการทำสีมาสีเดิมของรถมี 4 สีคือ สีเงิน สีเขียว สีน้ำเงิน สีทอง เช็กช่วงล่างด้านหน้าให้สมบูรณ์ และเตรียมเงินเก็บงานหนักสัก 3 หมื่น

สรุปแล้ว Isuzu Vertex เป็น รถที่น่าสนใจคันหนึ่ง สมรรถนะ ห้องโดยสาร เหมือนขับฮอนด้าแต่ราคาถูกกว่า อะไหล่หาง่ายแต่ราคาไม่ถูกนักในบางชิ้น ราคาขายมือสองอยู่ที่ประมาณ 3 แสนในปี 96 ถึงประมาณ 4 แสนในปี 2002 โดยตัวรถที่ขายมีน้อย (แต่เห็นเต็นท์นึงจอดอยู่หลายคันเชียว) สภาพยังใหม่ๆอยู่ คู่แข่งก็มีเช่น นิสสัน ซันนี่, มาสด้า 323 ที่มีราคาและปีใกล้เคียงที่สุด ลองเก็บเวอร์เทคซ์กับไปพิจารณาอีกตัวเลือกนึง อย่ามองข้ามมันไปเชียวนะครับ

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ซื้อรถมือสองมาแล้ว…อย่าเพิ่งขับอ่านเรื่องนี้ก่อน (ตอนจบ)


คราวที่แล้วว่ากันแต่ช่วงบน มาตอนนี้มาดูส่วนสำคัญกันบ้าง เพราะเครื่องจะติดไม่ติดก็อยู่ส่วนนี้ละ ดังนั้นจึงต้องใช้ความรู้พื้นฐานด้านเครื่องยนต์กลไกนิดๆ ช่างสังเกตหน่อย และความละเอียดถี่ถ้วน เพียงเท่านี้ บางทีหากอาการไม่สาหัสจริงก็คงไม่ต้องส่งถึงมือช่าง ได้ประสบการณ์ความรู้ และประหยัดเงิน เผลอๆอาจจะเป็นกูรู ในระบบรถรุ่นนี้ไปเลยก็ได้ใครจะไปรู้
3.มาดูที่ห้องเครื่อง ตรวจอะไรที่มันยุ่งๆแล้วจัดระเบียบใหม่อีกที
อันดับแรกลองตรวจดูที่สายพานไดชาร์จ สายพานแอร์ สายหัวเทียน หัวเทียน ให้ช่างคนที่เปลี่ยนกรองเบนซิน คนเดิมนั่นแหละดูให้ (แนะนำว่าควรตีซี้ไว้เป็นช่างประจำรถเลย) เพราะหากเป็นช่างคนเดิมจะดีตรงที่เขาจะรู้ว่าทำอะไรที่ไหนไปบ้าง หากเกิดอาการรวนๆจะได้ไม่ต้องเดาสุ่ม สามารถวิเคราะห์แก้ไขอาการได้อย่างต่อเนื่อง และยังได้ความรู้เชิงช่างและมิตรภาพด้วย เผลอๆอาการเล็กๆน้อยๆ ช่างจะได้ไม่คิดเงินไงละครับ
คิดดูว่าเปลี่ยนกรองเบนซินอันเดียวได้ประโยชน์มากมาย หากสายพานอันไหนเก่าหมดสภาพแล้วเปลี่ยนซะมีราคาไม่ถึงร้อยถึงร้อยกว่าบาท ถ้ากลัวว่าช่างจะฟันราคาก็ซื้อติดมือไปให้ช่างเขาเปลี่ยนให้จะได้จ่ายแค่ค่าแรงประหยัดไปอีกชั้น สายหัวเทียนเก่าไปมั๊ย หากเก่ายุ่ยมากๆ ขาดแล้วพันๆเทปมาละก็เปลี่ยนไปเลยอย่าเสียดายเดี๋ยวจะเสียมากกว่าเดิม ให้เค้าเช็คหัวเทียนด้วยเพียงแต่เอามาล้างปรับเขี้ยวก็พอใช้ได้อีกนาน หัวเทียนไม่ใช่ของเสียง่าย หมดอายุการใช้งานราวๆประมาณ 20,000 กม.
(2000 ชม.) หากเจอช่างที่ดี แต่ถ้าเยินจริงๆเปลี่ยนก็ได้เพราะราคาถูกมากๆ ที่จะช่วยยืดอายุหัวเทียนได้อีกอย่างคือน้ำมันอเนกประสงค์ครับ ติดรถไว้ก็ดีไว้ฉีดพวกขั้วแบตฯ ขั้วหัวเทียน จานจ่าย(ถ้าไม่รู้จักว่าอันไหนไปถามช่างคนเดิมอีกนั่นแหละ) เวลาเก็บอย่าเอาไปไว้ที่ร้อน เกิดตูมตามขึ้นมาไม่รู้ด้วย
4.คราวนี้มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง
ถ่วงล้อ อัน นั้นถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่หลายคนมองข้ามเพราะเมื่อเราใช้ความเร็ว สูงขึ้นหน่อยรถกลับสั่นๆ อาจนึกไปถึงช่วงล่างอื่นๆ แต่ความจริงปัญหามันแค่เพียงถ่วงล้อเท่านั้นเอง ผมแนะให้ไปถ่วงล้อที่เรียกว่า “ถ่วงจี้” เพราะเท่าที่ทำมาได้ผลดีพอสมควร ดีกว่าการถอดล้อไปถ่วงข้างนอก
สังเกตด้วยว่าบางครั้งน็อตล้อเราอาจเป็นคนละแบบทำให้การถอดล้อไปถ่วงไม่แม่นยำแต่ ถ้าให้ดีก็เปลี่ยนน็อตให้มันเหมือนกันให้หมดเลยจะดีกว่า ก่อนถ่วงบอกให้ช่างแกะหินที่ติดล้อออกให้ด้วยนี่ก็เป็นผลให้การถ่วงล้อไม่แม่นยำ แนะให้ไปถ่วงหลังไปล้างรถจากปั้มใหม่ เพราะโคลนที่ติดล้อก็เป็นอีกปัจจัยนึงเช่นกัน เคยแนะให้รุ่นน้องที่มีปัญหาที่ว่าไปถ่วงจี้มาหลายคนส่วนใหญ่จะบอกว่ายังกับได้รถใหม่มาแน่ะ
ยางรถ ดูว่าดอกยางยังเต็มๆดีหรือไม่ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเปลี่ยนถามจากร้านยางดูก็ดีถ้า ร้านที่ดี(ไม่เห็นแก่ยอดขาย)บ่อยครั้งเค้าจะ บอกว่าใช้ได้อีกนานแต่ถ้าเค้าบอกว่าเปลี่ยนเถอะให้สังเกตว่าดอกยางเรายัง เต็ม ยางยังไม่เสียรูป แก้มยางยังสวย เนื้อยางยังสดอยู่หรือไม่ ไม่แนะนำให้ไปทำตามปั้มแต่ก็ตามใจหากใครอยากลองดู การเติมลม ควรเติมซัก 27-28 หากอยากได้ความนิ่มนวล และ 30 หากต้องการประหยัดน้ำมันได้อีกนิดหน่อยในการวิ่งแบบรถไม่ติด อย่าลืมเติมลมยางอะไหล่ด้วยแนะให้เติมเกินปกติไว้ 2 ปอนด์ (ประมาณ 32 ปอนด์) เพราะไม่ได้เติมบ่อยๆ แนะอีกนั้นแหละให้ไปเติมที่ปั้มเจ็ทเพราะเครื่องวัดแบบดิจิตัลค่อนข้างแม่นยำกว่าร้านยางซะอีกและอย่าลืมอุดหนุนเค้าบ้างก็ดี
เช็คช่วงล่าง ไปอู่ที่รับทำช่วงล่างให้เค้ายกรถตรวจพวก ยางหุ้มแร็คช่วงล่างอื่นๆ เพราะบางครั้งเปื่อยๆแล้วเปลี่ยนไปเลยราคาไม่ถึง 300-400 บาท ถ้าขาดขึ้นมาแต่เราไม่รู้จะลำบาก ทั้งทรายทั้งโคลนหลุดเข้าไปละก็เสียมากกว่านี้อีกมาก ให้ช่างตรวจลูกหมาก-คันชัก-คันส่ง-ปีกนก โยกๆแล้วหลวมๆหรือไม่
แต่พวกนี้ถ้าไม่หลวมมากเอาไว้ตอนได้โบนัสออกหรือกู้สหกรณ์ได้ก่อนค่อยมาเปลี่ยนก็ได้ หากยังพอใช้ได้
5.มาดูภายในรถกันบ้าง
หากรถมีกลิ่น แนะนำว่าให้เราจอดรถตากแดดหมุนกระจกลงมาเล็กน้อยทำซ้ำๆหลายวันช่วยได้บ้าง อยากจะแนะนำวิธีการแบบประหยัดและได้ผล นั่นก็คืดใช้ถ่านหุงข้าวนี่แหละเอามาพอประมาณ ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าแล้ววางซุกๆไว้ในที่มุมอับๆ เพราะถ่านหุงข้าวจะช่วยดูดกลิ่นอับได้ดีมาก และอยากให้หอมอ่อนๆ แบบธรรมชาติใช้ใบเตยหอมทั้งใบซักกำแล้วหักพับอย่าให้เกะกะ หาที่ซุกตามใต้เบาะที่นั่ง อยากให้หอมเร็วๆมากๆหน่อย ก็ใช้ 2-3 กำ เพียงเท่านี้ก็หอมแบบสปาแล้วและก็จะดีสำหรับผู้ที่แพ้กลิ่นน้ำหอมด้วย รับรองว่าไม่เกินสัปดาห์ รถคุณจะหอมใหม่ไม่มีกลิ่นกวนใจให้เสียอารมณ์เลย วิธีนี้ต้องยกความดีให้แม่บ้านครับเพราะแพ้น้ำหอม เลยใช้วิธีนี้ทั้งดีและประหยัดครับ และที่สำคัญอย่าสูบบุหรี่ในรถเพราะควันบุหรี่ จะจับกับเบาะกำมะหยี่ คงสภาพกลิ่นนานยิ่งนานๆยิ่งเหม็นมา เหมือนที่เขี่ยบุหรี่เลยละ ยางรองพื้น บางทีเต็นท์ให้มาเฉพาะยางแผ่นเล็กทำให้ทรายกระจายฝังในพรม แนะ ให้ใช้ยางที่เป็นรูปแอ่งๆ ไม่สวยนักแต่สะอาดอย่าบอกใครไม่มีทรายกระเด็นออกด้วยหรือถ้ากำลังทรัพย์มีก็ เอาแบบที่มีขายตามห้างที่มีเฉพาะรุ่นก็ได้ น้ำยาต่างๆ หาซื้อน้ำยาต่างๆเช่นแชมพูล้างรถ ยาขัดเบาะ ยาขัดสีรถ แนะนำว่าเพื่อความประหยัดควรล้างเองจะได้มั่นใจว่าสะอาดและได้รู้จุดอ่อนของตัวถัง-สีรถเราเอง เสียงดังหน้าคอนโซล อันนี้สืบเนื่องาจากรถใช้มาหลายปีเกิดจากการเคยถูกถอดคอนโซล ใส่กล้บเข้าไปไม่สนิทหรืออาจหลวม บางทีพลาสติกเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รู้รำคาญ หรือประสาทเสียเพราะกังวล ขับรถไม่สนุก แต่การหาจุดนี่ยากที่สุดพวกนี้ต้องค่อยๆหาแล้วหาซื้อตัวยึดพลาสติกตามวรจักรมาใส่แทนได้หากของเก่าแตกหรือหลวมหรือไม่มีเลย
6.สังเกตกันนิด
ซื้อรถมาวันแรกผมแนะนำให้ล้างเลยไปให้โดนน้ำฉีดแรงๆ ตามคาร์แคร์ ถึงแม้เต็นท์จะขัดสีรถมาสวยงามสักปานใด เพราะรถหลายคันพึ่งไปสาดสีมาทั้งคัน การประกอบขอบยางกันน้ำซีลซิลิโคนประตูและกระจกหน้า-หลังต่างๆ อาจ ทำมาไม่ดีพอเพราะทำเอง ในอู่สีไม่ได้ทำที่ร้านกระจกที่ชำนาญกว่าบ่อยครั้งที่ น้ำไหลเข้ารถเป็นถังๆ เวลาฝนตกจะได้รีบซ่อมเองหรือให้เต็นท์ทำให้หากตกลงกันไว้แล้ว
แอร์ หากได้ยินเสียงแต็กๆ ดังติดๆกันขณะเปิดแอร์ทำให้รอบเครื่องเราขึ้นๆลงๆ ให้ช่างเช็คดูช่างที่เก่งๆ จะยังไม่วิ่งไปดูที่คอมแอร์ แต่จะตรวจที่ตัวปรับระดับความเย็นที่ภาษาช่างแอร์เรียกรางเลื่อน (Slice volume) เพราะรถเก่าแล้วพวกนี้จะสึกรึหมดอายุเปลี่ยนซะราคา 300-400 บางทีไม่ถึงกับต้องไปยุ่งกับคลัชแอร์หรอกครับ ร้านทำแอร์ผมชอบร้านที่แท็กซี่เค้าชอบไปทำกันเพราะราคาไม่แพงคุยกันได้ แต่ไม่ใช่ร้านที่แท็กซี่ไม่เข้าไม่ดีนะครับ อย่าง ผมใช้ทั้งสองร้านเพราะที่เจอความชำนาญร้านอาแปะของผมเนี่ยเก่งเข้าขั้นเลยที เดียวแต่ราคาเอาเรื่องเหมือนกันเวลาเข้าซ่อมถามไว้เลยว่าเท่าไหร่ ต่อไปเถอะลดได้นิดหน่อยดีกว่าไม่ลดเลย ซ่อมบ่อยๆ ชำนาญขึ้นเดี๋ยวก็รู้ราคาไปเอง
ตรวจดูหลอดไฟรถ ไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟหรี่ ไฟท้าย-ไฟเบรก ไฟกระพริบซ้ายขวา ไฟถอย ไฟทะเบียน ติดครบหรือไม่จัดการให้เรียบร้อยสมบูรณ์ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และการตรวสภาพรถของกรมการขนส่งทางบก หากไฟเหล่านี้ไม่พร้อมเขาไม่ให้ผ่านแน่นอน หากมีอะไรนอกเหนือจากนี้ต้องเช็คต้องเปลี่ยนคงต้องอาศัยการเอาใจใส่ และความช่างสังเกตจากตัวคุณเอง ย้ำต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่แค่เพียงช่วงแรกๆเท่านั้น หมั่นหาความรู้เสมอๆควรให้คนในครอบครัวมีส่วนร่วมด้วย สร้างความสัมพันธ์กันโดยมีรถเป็นสื่อนี่ก็ถือว่ารถไม่ใช่แค่เพียงเป็นพาหนะอย่างเดียวใช่มั้ยละครับ มาถึงบรรทัดนี้ขอเรียนว่าการใช้รถเก่า รถมือสอง ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าอาย เสียหายอะไร แต่กลับเป็นเรื่องที่ดีที่คุณช่วยประหยัดเงินให้ประเทศชาติ และตัวคุณเอง คนขับรถใหม่อาจจะสบายใจว่ารถพร้อมใช้งาน แต่ดอกเบี้ยและค่างวดในแต่ละเดือนทำเอาเหงื่อตกได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าแอร์รถใหม่จะเย็นจัดก็เถอะ และที่สำคัญรถที่เก่ามากๆหากดูแลให้มีความสมบูรณ์พร้อม ย่อมมีคุณค่าและราคามากในสายตาของนักเล่น นักสะสมรถเก่า ดีๆไม่ดีหากถูกตาต้องใจนักสะสมเข้าราคาอาจเพิ่มเป็นเท่าตัวมากกว่าตอนซื้อมาอีกนะครับจะบอกให้

ซื้อรถมือสองมาแล้ว…อย่าเพิ่งขับอ่านเรื่องนี้ก่อน (ตอนที่ 1)

แน่นอนกว่าที่คุณจะเก็บหอมรอมริบได้เงินครบจะไปดาวน์รึซื้อสดรถคันโปรดที่คุณเฝ้ารอคอยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นข้อแนะนำในการบริหารเงินที่จะใช้ซื้อรถมือสอง คือคุณต้องพยายามต่อรองราคาให้ลดลงมาให้มากที่สุด เพื่อจะได้เก็บเงินส่วนต่างนี้ไปใช้ในการตรวจเช็คสภาพอย่างละเอียดถึ่ถ้วนเรียกว่าลงทุนครั้งเดียวใช้ได้อีกนานกว่าจะซ่อม หากไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะเป็นสิทธิของท่าน แต่บอกก่อนนะครับว่า รถเก่ามันเหมือนคนแก่นั่นแหละหากดูแลไม่ดี ก็จะมีอาการจุกจิกตามมาเสียเวลาเสียเงินแบบยุบยับ ดังนั้นไหนๆ ก็ต้องจ่ายซื้อรถอยู่แล้วก็เพิ่มเติมอีกนิดหน่อยเพื่อตรวจเช็คสภาพปรับเปลี่ยนรีเซ็ทกันใหม่ให้มีความพร้อมก่อนขับจะได้สบายใจไม่ต้องลุ้น ดังนั้นเมื่อซื้อมาแล้วแนะนำว่าอย่าเพิ่งขับ ใจเย็นๆ ได้ขับแน่นอน แต่เมื่อไม่ขับแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปละ สำหรับเจ้าของรถมือใหม่(แต่)รถไม่ใหม่นั้น ควรต้องทำสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะนำไปใช้งานดังต่อไปนี้ครับ อันดับแรกคือ
1.ต้องทำความรู้จัก กับรถที่คุณซื้อมาก่อนว่า รุ่นอะไร ปีไหน
เชื่อเหลือเกินว่าต้องมีบ่อยครั้งที่ท่านไปซื้ออะไหล่รถเอง ถ้าไม่รู้ชื่อยี่ห้อและรุ่นต้องเกิดปัญหาแน่นอน คือไม่เจอ หรืออาจจะผิดรุ่นใช้ไม่ได้ อย่างเช่น รถชื่อรุ่นเดียวกันแต่อาจใช้เครื่องยนต์ต่างกันก็มีไม่น้อย เรื่องอย่างนี้ถือเป็นเรื่องหญ้าปากคอกที่ทำให้เจ้าของรถที่เรียกตัวเองว่าเซียนเหงื่อแตกมาหลายคนแล้ว เวลาไปซื้ออะไหล่รถที่ตัวเองขับอยู่ทุกวัน ผมเจอมาแล้ววิ่งไปมาระหว่างอู่กับร้านอยู่หลายตลบ ทางที่ดีเอาแบบช่างลูกทุ่งชัวร์ๆ เลย(ถ้าชิ้นไม่ใหญ่เกินไป) เอาไปเป็นตัวอย่างด้วยจะได้ชัดเจนแน่นอน
ประการต่อมาขนาดเครื่องยนต์ จำนวนซีซี จำนวนวาวล์เท่าไร ชื่อบล็อกของเครื่องยนต์ เช่นยี่ห้อมิตซูบิชิ-แลนเซอร์ บล็อก 4G63 ตัวเลขเพียงไม่กี่ตัวกลับบอกความแตกต่างของรุ่นได้มากมาย ถ้าไม่รู้เปิดฝากระโปรงรถดูส่วนใหญ่จะมีเขียนรายละเอียดเอาไว้ บางคนอาจเถียงว่าดูจากคู่มือรถก็รู้ แต่ในความเป็นจริงก็ทราบกันดีว่าคู่มือการใช้รถนั้นน้อยนักที่จะตกมาถึงมือของเจ้าของรถมือสองมือสามอย่างเราๆ ถึงมีก็อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์มาแล้วก็เป็นได้ จุดวัดระดับน้ำมัน-น้ำยาต่างๆ คุณต้องรู้ว่าอันไหนเป็นจุดวัดระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ น้ำมันเบรก น้ำยาแอร์ หม้อน้ำรถ หม้อพักน้ำ น้ำฉีดกระจก น้ำกลั่นแบตเตอรี่ ฯลฯ อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าจะวัดระดับตรงไหนอย่างไร บางคนซื้อรถมือสองมาใหม่คุยเรื่องระบบต่างๆของรถราวกับท่องมาซะยืดยาว แต่เปิดฝากระโปรงรถดู กลับไม่รู้ว่าดูระดับน้ำมันเครื่องตรงไหนกันแน่อันนี้อาการหนักจริงๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ ดูระดับน้ำมันเครื่องตรงไหน Max – Min เติมน้ำหม้อน้ำตรงไหน ควรเติมในหม้อพักและไม่ให้มากไปนักที่สำคัญควรเปิดน้ำที่หม้อน้ำดูด้วยว่าเต็มหรือไม่ที่สำคัญต้องไม่ทำตอนเครื่องร้อนอันตราย ทั้งจากพัดลมและความร้อนของหม้อน้ำ ดูระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ต้องเปิดดูทุกช่องเติมไม่ต้องล้นเพียงแต่เติมให้พอดีกับพลาสติคที่เป็นลิ้นลงไปในช่องก็เพียงพอแล้ว ห้ามเติมจนล้นมิฉะนั้น แบตเตอร์รี่อาจเจ๊งก่อนวัยอันควร ดูระดับน้ำฉีดกระจก ถ้าแห้งจะทำให้ปั้มฉีดน้ำเสียหายได้ อันนี้บอกให้ลูกๆมาช่วยเติมได้ ไม่มี ลิมิตอย่างมาก็แค่ล้นไม่อันตราย จากนั้นดูระดับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ บางรุ่นไม่ต้องเปิดฝาก็รู้สามารถดูได้จากข้างกระปุกมีขีดบอกระดับ มีคำเตือนเล็กน้อยอยู่บริเวณฝาอ่านบ้างก็ดีว่าเขามีคำแนะนำว่าอย่างไรจะได้เป็นความรู้ ดูระดับน้ำมันเบรก บางครั้งไม่ต้องถึงกับเปิดฝามาดูเพราะมีขีดบอกสามารถมองเห็นจากภายนอกเช่นกัน ถัดมาดูระดับน้ำยาแอร์ ดูจากกระปุกพักน้ำยาแอร์สังเกตกระปุกที่มีท่ออะลูมีเนียมรึทองแดงต่อเข้านั้นแหละมีเลนซ์ สังเกต ถ้าน้ำยาแอร์เต็มเราจะไม่เห็นว่ามีอะไรในเลนซ์นั้นเลยแต่ถ้าเมื่อไหร่เห็นในเลนซ์นั้นมีน้ำวิ่งๆเมื่อไหร่ อย่าคิดว่าน้ำยาแอร์เต็มนะครับนั้นคือน้ำยาแอร์หมดแล้วละครับ ไปร้านแอร์ให้ตรวจเช็คเลยโดยด่วน ก่อนที่จะลามไปถึงคอมเพรสเซอร์ (หลายกะตังส์) และที่สำคัญท่านจะได้ไม่ร้อนเวลาขับรถครับ
2.เปลี่ยนซะให้เรียบ
อันดับแรกคือน้ำมันเครื่องและใส้กรองน้ำมันเครื่อง บ่อยครั้ง(เกือบทุกครั้ง)รถจากเต็นท์นั้นเค้าไม่ได้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องมาให้ บางครั้งพึ่งเปลี่ยนมาถือว่าเป็นโชคดีไป แต่ ถ้าให้ดีถ้าเราดึงสายวัดออกมาแล้วน้ำมันเครื่องเหนียวๆ ไม่หยดติ๋งๆ เปลี่ยนไปเถอะครับเพื่อความสบายใจ ถ้าเปลี่ยนแล้วขับรถกลับบ้านมาดึงเข็มวัดออกมาเห็นน้ำมันเครื่องทำไมขุ่นซะแล้วให้คุณดีใจไว้เลยว่าน้ำมันเครื่องนั้นดีเพราะสามารถดึงเขม่าที่จับกับ ชิ้นส่วนในเครื่องออกมาได้เป็นอย่างดี รวมถึงเปลี่ยนใส้กรองน้ำมันเครื่องด้วยไม่แนะนำไปใช้ใส้กรองจากปั้มเพราะ สมัยนี้ใส้กรองของเทียมมีเยอะอายุการใช้งานสั้นกว่า (ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้) ใครรักรถมาก (กว่าเมีย)แนะให้ใช้ของแท้แต่ผมชอบใช้ของเทียมเพราะมีคุณภาพพอๆกันและอาจดีกว่าด้วยซ้ำไป ว่างๆผ่านไปแถววรจักรก็ไปซื้อซะ ถือว่าเป็นการหัดทำความรู้จักกับร้านอะไหล่ไว้ ดูด้วยว่าต้องแถมแหวนยางโอริงมาด้วยแต่อย่าไปคิดว่าเอามาใช้กับกรองน้ำมันเครื่องล่ะ โอริงนี้ไว้ใช้กับน็อตที่เป็นก๊อกปิด-เปิดอ่างน้ำมันเครื่องของเราต่างหาก เวลาให้ช่างใส่ดูกับเค้าด้วย ก่อนใส่แนะว่าให้เอาน้ำมันเครื่องเรานี่แหละทาขอบยางของกระปุกกรองด้วยกันยางเบี้ยวออกมาเวลาขันเข้า ต่อมาใส้กรองอากาศ หากสภาพยังดีไม่มีรอยขาดยุ่ย ก็ถือว่ายังใช้งานได้ แต่ต้องใช้ลมเป่าทำความสะอาดซักหน่อย เพื่อจะได้ไม่มีฝุ่นผงอุดตัน ส่งผลให้เครื่องยนต์กลไกทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น หากจะเป่าเองตามปั๊ม แนะให้ใช้บริการที่ปั้มเจ็ทที่มีที่เป่าอากาศตรงที่เราเติมลม มีหลายคนขับรถมาจนแก่เป่าอากาศยังไม่เป็น การเป่ากรองอากาศต้องเป่าจากในออกนอก ห้ามเป่าจากข้างนอกเข้าในเด็ดขาด ถึงแม้เป่าแล้วฝุ่นกระจายดีแต่นั้นคือการทำให้กรองอากาศของเราตันไปเลย แต่ถ้าเก่าแล้วเปลี่ยนไปเลยไม่ได้แพงอะไรนัก สำหรับมือใหม่ระวังจะถอดไม่เป็นให้สังเกตสลักยึดให้ดี ดึงออกให้ครบไม่ต้องออกแรงมากนักพอประมาณเดี๋ยวพวกสายอากาศจะหลุดแล้วใส่กลับไม่ถูกจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
หากรถคุณเป้นเครื่องยนต์เบนซิน ขอแนะนำว่าต้องเปลี่ยนใส้กรองเบนซิน ราคาไม่กี่ตังค์ เพื่อผลทางด้านกำลังรถ จะได้ไม่ต้องบ่นว่ารถเร่งไม่ขึ้น กระตุกเป็นช่วงๆ แต่อันนี้แนะนำไปให้ช่างเปลี่ยนให้ อย่าลืมถามความรู้เล็กๆน้อยๆจากช่างด้วย(แบบเนียนๆชวนคุยไปเรื่อยๆ) ยังมีอีกหลายจุด ที่แนะนำมายังอยู่แค่ช่วงบน ยังไม่ถึงช่วงล่าง ในตอนหน้าจะมาว่าต่อเรื่องช่วงล่าง เครื่องยนต์ และไฟฟ้ารถยนต์ ตอนนี้ขอพักก่อนครับแล้วเจอกัน....

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Mercedes-Benz 190E ทน ถูก หรู และดูดี


190อี เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ฉีกแนวจากเดิมที่เคยผลิตแต่รถยนต์ระดับหรูคันโต เปิดตัวสู่ตลาดโลกในเดือนพฤศจิกายน ปี 1982 (20 ปีที่แล้ว) มีเฉพาะตัวถังซีดาน 4 ประตู เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล ในประเทศไทยไม่ได้ทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ตั้งแต่แรก แต่ก็มีพวกพวกรถยนต์สำหรับฑูตต่างประเทศที่เปลี่ยนมือมาให้เห็นประปราย การทำตลาดในไทยเริ่มต้นจริงๆ ในช่วงปลายอายุตลาดของตัวรถยนต์ จนเกือบจะตกรุ่นแล้ว เพราะในช่วงปี 1982-1991 ผู้จำหน่ายคาดว่าไม่คุ้มกับการตั้งสายการผลิตในไทย ครั้นจะนำเข้าก็แพงมาก เพราะกำแพงภาษี

เมื่อปี 1991 รัฐบาลนายกฯ อานันท์ ประกาศลดอัตราภาษีรถยนต์นำเข้าลงเหลือต่ำมากๆ จึงทำให้เกิดตลาดรถยนต์นำเข้า รวมทั้งรถยนต์รุ่นนี้ด้วย

ผู้จำหน่าย เบนซ์ในเมืองไทย จึงนำเข้า 190อี มาทำตลาดไทยในช่วงแรก เหมือนการทำตลาดทั่วไป ทยอยสั่งทยอยขายไปเรื่อยๆ ในราคาคันละล้านกว่าบาท ซึ่งถือว่าไม่แพงสำหรับรุ่นเล็กของยนตรกรรมหรู ที่คนไทยไม่เคยมีโอกาสซื้อ แต่ก็แพงพอสมควรสำหรับค่าเงินในยุคนั้น จึงทำยอดจำหน่ายได้แค่เรื่อยๆ

ใน ช่วงปี 1993 เป็นความพอดีที่ 190อี กำลังจะตกรุ่นในตลาดโลก และมีสต็อกค้างที่เยอรมนีอยู่มาก ผู้จำหน่ายไทยจึงตัดสินใจสั่งนำเข้ามาหลายพันคัน เมื่อเป็นการสั่งซื้อจำนวนมากๆ อีกทั้งกำลังจะตกรุ่น และตัดหลายอุปกรณ์อำนวยความสะดวกออกไป จึงทำให้สามารถตั้งราคาได้ต่ำมาก ทำให้จำหน่ายได้ง่าย และพยายามเลี่ยงกระแสว่าเป็นการโล๊ะรถยนต์ตกรุ่น แต่ทำให้เป็นการจำหน่ายรถยนต์ด้วยราคาและเงื่อนไขพิเศษ 190อี ถึงจะเป็นเบบี้เบนซ์ แต่ตั้งราคาไว้แค่ล้านบาทต้นๆ แม้จะมีอุปกรณ์น้อย แต่ก็ยังเป็นที่หมายปอง และสำคัญที่มีข้อเสนอดาวน์น้อยผ่อนนานมากๆ จึงจำหน่ายได้รวมหลายพันคัน หลังการเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ช่วยฝรั่งระบายสต็อกใหญ่ได้เป็นอย่างดี

190อี มีรหัสตัวถัง ดับเบิลยู201 ในช่วงนั้นคนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่คุ้นเคยกับการระบุรุ่นรถยนต์ด้วยรหัสตัวถัง ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทรถยนต์ไม่ค่อยประชาสัมพันธ์มากนัก รวมทั้งรุ่นและยี่ห้อรถยนต์ ยังไม่หลากหลายเหมือนในปัจจุบัน จึงไม่เกิดความสับสน โดยตั้งชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า "เบบี้-เบนซ์ เพราะเป็นเบนซ์ขนาดเล็กที่สุดในขณะนั้น แต่โดยทั่วไปเรียกว่า 190อี ก็เข้าใจ และเลข 190 ก็ไม่ได้ย่อมาจาก 1,900 ซีซี แต่อย่างไร เพราะ 190อี เป็นรหัสตายตัว แต่มีเครื่องยนต์หลากหลาย เช่น 1,800 2,000 หรือ 2,300 ซีซี ฯลฯ

รุ่นที่นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย มีเฉพาะเครื่องยนต์เบนซิน ใช้บล็อกหลักเดียวกัน 4 สูบล้วนๆ คือ เอ็ม102 โอเวอร์เฮดแคมชาฟต์ 8 วาล์ว แบ่งเป็น 3 รุ่น โดยมีรุ่นหลักในการทำตลาด ที่มีราคาไม่แพง คือ 1.8 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 89 มิลลิเมตร ช่วงชัก 72.2 มิลลิเมตร ความจุ 1,797 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.1 : 1 กำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ หรือ 109 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที

รุ่น 2.0 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 89 มิลลิเมตร ช่วงชัก 80.2 มิลลิเมตร ความจุ 1,996 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.1 : 1 กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์ หรือ 122 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ทั้ง 2 รุ่น ขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา 4 หรือ 5 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 4 จังหวะ

รุ่น 2.3 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 95.5 มิลลิเมตร ช่วงชัก 80.2 มิลลิเมตร ความจุ 2,298 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.0 : 1 กำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ หรือ 136 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.4 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ (รุ่นนำเข้าเป็นแบบทวินแคม 16วาล์ว 188 แรงม้า ของ 230E)

ระบบบังคับเลี้ยวแบบกระปุกลูกปืนพร้อมเพาเวอร์ ระบบช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าปีกนก ด้านหลังมัลติลิงก์ 5 จุดยึด ทนทานพอสมควรและให้การทรงตัวที่ดี ระบบเบรกทุกรุ่นเป็นแบบดิสก์ 4 ล้อ ส่วนเอบีเอสป้องกันล้อล็อก เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ จึงมีในบางคันเท่านั้น

ภายนอกสวยแบบเรียบๆ ทรงเหลี่ยม เมื่อก่อนดูดี แต่เริ่มดูเชยๆ แล้วในช่วงนี้ เพราะถูกออกแบบมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เพียงแต่คนไทยเพิ่งเริ่มได้ใช้กันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรูหรา ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ชุบโครเมียม เป็นชิ้นเดียวกับฝากระโปรง ด้านบนติดโลโก้ดาว 3 แฉก ไฟหน้าทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ รวมไฟตัดหมอกไว้ในโคมเดียวกัน ประกบข้างด้วยไฟเลี้ยวแบบโคมเหลือง ฝากระโปรงหลังเปิดได้แค่แนวเหนือป้ายทะเบียน ไฟท้ายทรงเหลี่ยมยาวลายลูกฟูก เอกลักษณ์ของเบนซ์ แทรกกลางด้วยช่องใส่ป้ายทะเบียน

ตัวถังกะทัดรัด ส่งผลให้ห้องโดยสารแคบไปนิด มีความยาว 4,448 มิลลิเมตร กว้าง 1,690 มิลลิเมตร สูง 1,390 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,665 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,170-1,240 กิโลกรัม

ราคากลาง ปี 1992 ประมาณ 450,000 บาท, ปี 1993 ประมาณ 500,000 บาท, ปี 1994 ประมาณ 530,000 บาท, ปี 1995 ประมาณ 560,000 บาท, ปี 1996 ประมาณ 600,000 บาท และปี 1997 ประมาณ 650,000 บาท

รถยนต์รุ่นนี้มีจุดเด่นที่ความเป็นเบนซ์ มีภาพพจน์ดีในสังคม (แต่ต้องสีสวย สะอาด ไม่ใช่โทรมๆ) แม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ไม่ทิ้งมาตรฐานเดิม ที่มีความทนทานทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่าง ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก จึงดูแลรักษาง่าย ถ้าไม่ถูกย้อมแมวหรือได้คันที่มีสภาพโทรม ซ่อมครั้งเดียวน่าจะจบ และใช้งานได้แบบไม่จุกจิก

มิติตัวถังเทียบ เท่ารถยนต์ญี่ปุ่นขนาดกลาง จึงให้ความคล่องตัวเมื่อใช้งานในเมือง ประสิทธิภาพของช่วงล่างและเบรกมั่นใจได้ ตามสไตล์รถยนต์ยุโรปยี่ห้อดัง ห้องโดยสารกว้างขวางเพียงพอสำหรับ 5 ที่นั่ง ด้านหลังนั่งได้ 3 คนแบบพอดีๆ เกือบๆ จะอึดอัด อุปกรณ์มาตรฐานภายในด้อยไปนิด เพราะถูกตัดออกไปหลายรายการ โดยเฉพาะรุ่นที่โล๊ะสต็อกพร้อมกันหลายพันคัน

ถ้าชอบเบนซ์โฉมนี้ รุ่น 1.8 จะมีให้เลือกมากที่สุดถึงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของตัวถังนี้ เนื่องจากในช่วงนั้นคนส่วนใหญ่คิดว่า รถยนต์ยุโรปกินน้ำมันมากกว่ารถยนต์ญี่ปุ่น รวมทั้งราคาของรุ่น 2.0 กับ 2.3 แพงกว่ารุ่น 1.8 อยู่หลายแสนบาท คนทั่วไปจึงมักจะซื้อรุ่น 1.8 และที่สำคัญอีกอย่าง คือ หลายคนซื้อในงานโล๊ะสต็อกด้วยราคาและเงื่อนไขพิเศษ ที่หลายคนชอบและกัดฟันซื้อ จึงไต่ขึ้นไปซื้อรุ่น 2.0 หรือ 2.3 ไม่ไหว

ถ้า เป็นคนเท้าหนัก คงต้องทำใจกับความอืดของอัตราเร่ง ของรุ่น 1.8 ถ้าทดลองขับแล้วไม่พอใจ ก็ต้องควานหารุ่น 2.0 หรือ 2.3 (ซึ่งหายากมากๆ) แม้การเพิ่มความแรงให้กับรุ่น 1.8 จะทำได้ แต่ไม่ค่อยคุ้มค่าเงิน และควรซื้อรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แต่ถ้าตัดสินใจเลือกรุ่นเกียร์ธรรมดา ก็ควรหาคันที่เป็นแบบเดินหน้า 5 จังหวะ

อะไหล่ของรถยนต์รุ่นนี้ นอกจากศูนย์บริการที่มีราคาแพงแล้ว ยังสามารถซื้ออะไหล่เทียบและอะไหล่แท้นอกศูนย์ฯ มีครบคันทุกชิ้น หมดกังวลไปได้เลย โดยมีแหล่งใหญ่อยู่หลังวัดโสมฯ แถวนางเลิ้ง มีประมาณ 10 ร้าน และในวรจักรก็มีประปรายประมาณ 10 ร้าน แต่จอดรถไม่สะดวกเท่าหลังวัดโสมฯ

การดูแลรักษา ถ้าไม่ใช่ระบบเฉพาะที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบ ก็สามารถเข้ารับบริการตามอู่ทั่วไปได้ และถ้าตกลงกับอู่ได้ว่าจะหาอะไหล่ไปเอง ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มาก เพราะราคาอะไหล่แท้หรือเทียบใช้ตามร้านทั่วไป ราคาถูกพอกับอะไหล่รถยนต์ญี่ปุ่นระดับราคาเดียวกัน หรือบางชิ้นมีราคาถูกจนน่าแปลกใจก็ยังมี

การเลือกซื้อควรใจเย็น ค่อยๆ เปรียบเทียบราคากับสภาพรถยนต์หลายๆ คัน เน้นให้เลือกคันที่ตัวถังไม่ช้ำ จากการชนหนัก หรือถูกดัดแปลงมา พึง พอใจในอุปกรณ์เดิมๆ ที่มีมาให้หรือเปล่า มีอย่างที่ไหน บางคันเบาะหนังเทียม เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ไม่มีมาตรวัดรอบ กระทะล้อเหล็ก ทั้งที่เป็นเบนซ์

เครื่องยนต์ไม่มีระบบซับซ้อน ลองสตาร์ตและฟังเสียงว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าเลือกรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด การเปลี่ยนเกียร์ต้องทำได้ครับทุกจังหวะ ไม่มีอาการกระตุกกระชากขณะออกตัวหรือขับ หรือเร่งไม่ค่อยขึ้น เพราะถ้าเสียจะซ่อมแพง

จุดอ่อนของรถยนต์รุ่นนี้มีน้อยมาก บางคันตู้แอร์รั่ว ก็ไม่แพงนัก เปลี่ยนแบบหลอดทองแดงก็ทนดี นอกจากนั้นต้องยอมรับให้ได้กับตัวถังขนาดเล็ก ทรงเริ่มเชยกับสันเหลี่ยม ห้องโดยสารไม่กว้าง และบางคันขาดอุปกรณ์หลายอย่างที่ควรจะมี

แม้จะ เป็นเบนซ์ แต่ ณ วันนี้หลายคนที่พบเห็นก็ไม่ได้รู้สึกหรูเท่าไรกับเบบี้เบนซ์ ที่ราคามือสองถูกกว่า โซลูน่า หรือซิตี้ ป้ายแดง แต่ก็แลกมาด้วยจุดเด่นด้านความทนทาน อะไหล่ไม่แพง ขายต่ออีกครั้งราคาไม่ตกมาก

สรุป เบบี้เบนซ์ 190อี ภาพพจน์ยังพอใช้ได้ เกาะถนน ทนทาน อะไหล่เพียบ ซ่อมไม่แพง แต่ทรงเริ่มเชย(อันนี้ตามมุมมองของผมเอง) ห้องโดยสารแคบไปนิด รุ่น 1.8 อัตราเร่งอืดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเท้าแต่กินน้ำมันไม่มาก และบางคันอุปกรณ์มาตรฐานน้อยเกินไป

PEUGEOT 405 GR MT สิงห์ลำพอง



สำหรับคนที่มีงบน้อยแต่ต้องการรถมือสองราคาถูกไว้ซักคันเพื่อไว้ใช้ขับทำงานแล้วละก้อ ผมอยากแนะนำ PEUGEOT 405 GR MT ที่มีราคาเพียงแสนบวกลบเรื่องคุณภาพเทียบกับราคา แล้วอยู่ในเกณฑ์สมน้ำสมเนื้อครับ แต่ก่อนตัดสินใจลองมาดูข้อมูลที่ได้ประมวลจากผู้ใช้หลายๆคนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับรถรุ่นนี้สรุปได้ดังนี้ครับ
เปอร์โย 405 เริ่มออกวางตลาดบ้านเราเมื่อปี 1989 โดยการเผยโฉมครั้งแรกนั้นเป็นเครื่องยนต์ 2000 cc เครื่องคาบูเรเตอร์และแรงม้าไม่เกิน 110 ตัว มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะและเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เป็นรถที่ออกตัวค่อนข้างหนืดแต่ในตอนปลายค่อนข้างใช้กำลังได้ดีช่วงล่างเกาะถนนดีมากแม้เข้าโค้ง 120กม/ชม. ก็ไม่มีอาการสบัดถือว่าเกาะถนนได้ดีทีเดียวส่วนเรื่องการกินน้ำมันเกียร์ ธรรมดาในเมืองอยู่ที่ 8 กม/ลิตร ส่วนต่างจังหวัดความเร็วคงที่อยุ่ที่ประมาณ 12-13 กม/ลิตร ส่วนเกียร์ออโต้นั้นในเมืองอยู่ที่ประมาณ 7 กม/ลิตร ส่วนต่างจังหวัดความเร็วคงที่อยู่ประมาณ 11-12 กม/ลิตร ออฟชั่นของตัวนี้ก็มีกระจกไฟฟ้าคู่หน้า เซ็นทรัลล็อก พวงมาลัยพาวเวอร์และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนโฉมใหม่แต่ไม่แปลกไปจากเดิมมากนักในปี1993 เครื่องยนต์ 2000 cc.และได้เปลี่ยนเป็นระบบหัวฉีด เพิ่มออฟชั่นให้มีกระจกไฟฟ้า 4 บาน และกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า นอกนั้นเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง

ข้อดี
1. รูปร่างหน้าตาความสวยเรียกว่าไม่เป็นรองใครเลยหล่ะ ผู้ใช้แสดงถึงความมีรสนิยม แต่สวนทางกับรายได้ เพราะราคาซื้อต่อมือสอง-มือสาม ราคาแสนบวก ลบ แล้วแต่สภาพ ขอให้คิดว่าซื่อมาใช้แล้วจะรู้สึกดี ราคาขนาดนี้แลกกับรถยุโรปถือว่าโอเค
2.ข้อดีอีกอย่างที่ต้องยอมรับเรื่องสมรรถนะ เครื่องยนต์ในรุ่น 2000 สามารถเร่งได้ดีความเร็วปลายอยู่ประมาณ 170-190 แล้วแต่ว่าเท้าคุณหนักรึเปล่า โดยเฉพาะรุ่น Mi 16 ความเร็วปลายเลย 200 แน่นอน และอีกอย่างเรื่องการเกาะถนนต้องยอมรับว่าทำได้ดีเลย 140 ไปสามารถเข้าโค้งโดยไม่ต้องแตะเบรค คุณสามารถฝากชีวิตไว้กับโค้งได้ นี้คือสิ่งที่ชาว Peugeot ภูมิใจนักหนา แต่เมื่อเทียบกับรถค่ายปลาดิบ..คุณต้องแตะเบรคเพื่อแรกกับความปลอดภัยเวลาเข้าโค้ง ก็ลองพิจารณาดูกว่าคุณจะเลือกแบบไหน
3. อะไหล่หาง่ายมีทั้งของแท้และเทียมถ้าของเทียมก็จะถูกกว่าประมาณครึ่งนึง
4. ออฟชั่นค่อนข้างครบเพราะมีทั้งเบาะหนัง ซ.ล็อก ก.ไฟฟ้า ก.ปรับมองข้างไฟฟ้า พ.พาวเวอร์

ข้อเสีย
1. กินน้ำมันค่อนข้างเยอะถ้าเทียบรถกับเครื่องยนต์เท่ากัน
2. คุณจะมีข้ออ้างกับแฟนคุณมากขึ้น เพราะคุณต้องเข้าอู่บ่อยเพื่อที่จะดูแลมัน เหมือนเด็กอ่อน ห่างหมอได้ไม่นาน ย้ำคุณต้องมีเวลาเอาใจใส่จริงๆ อู่ซ่อมเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สอง(ถามคนใช้ดูซิว่าจริงมั้ย)ซ่อมยากต้องหาช่างที่ซ่อมเปอร์โยโดยเฉพาะ
3. ระบบประสาทคุณจะถูกกระตุ้นตลอดเวลา เพราะเวลาที่คุณขับคุณจะไม่รู้เลยว่ามันจะดับเมื่อไหร่เพราะมันไม่เคยมีอาการบอก โดยเฉพาะเวลาออกต่างจังหวัด ระบบประสาทจะทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า ทางที่ดีเพื่อความสบายใจพกเบอร์โทรรถยกไว้ด้วยจะทำให้อุ่นใจมากขึ้น
4. ความ classic เสียงของเครื่องยนต์ทำให้คุณนึกว่ากำลังขับ Volk เต่าอยู่ดู classic ดีแต่ไม่เหมาะกับคนมีครอบครัวแล้วเพราะถ้าคุณกลับดึกภรรยาที่บ้านจะรู้ทันที

ตัวอย่างราคาอะไหล่ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง 100 บาท กรองเกียร์ออโต้ 400 บาท สวิตช์กระจกไฟฟ้าตัวออโต้ 800 บาท ไม่ออโต 400 บาท ค่าโอเวอร์ฮอล์เกียร์ออโต้ 20,000 บาท ผ้าเบรค 1,000 บาท หัวเทียนสามเขียว 150 บาท (3 ปี ยังใช้ได้อยู่) คอยล์จุดระเบิด 3,000 บาท ECU 8,000 บาท (มือสอง) ซ่อม ECU 3,000 บาท ประตู้ทั้งบานมือสอง 2,500 บาท เครื่อง MI16 พร้อมเกียร์ 35,000 บาท ผมว่าราคาที่พูดถึงมันพอ ๆ กันรถยุ่นเลย ใช้ดีครับไม่ต้องกลัว ปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนอะไหล่หายาก ตอนนี้หาง่ายแล้วครับ แต่ถ้าไปเสียต่างจังหวัดละก็เอาเรื่องเหมือนกัน
สรุป น่าใช้ครับเพราะราคาตอนนี้ปีที่ผลิตออกมาแรกๆเหลือไม่ถึงแสน ผมใช้ตัวปี 1990 อยู่ใช้มา 5ปีกว่าแล้วไม่มีปัญหาอะไร
หากคุณเจอช่างที่รู้ใจเกี่ยวกับเปอร์โยโดยเฉพาะซ่อมทีเดียวจบ แต่ขอบอกก่อนว่าอย่าเข้าศูนย์นะเดี๋ยวกระเป๋าฉีก