Subscribe

RSS Feed (xml)

Powered By

Skin Design:
Free Blogger Skins

Powered by Blogger

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ used cars แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ used cars แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

NISSAN NV 1600 "pick- up สไตล์ sport"



ด้วยงบผ่อนแค่ 4000 บาท / เดือน ท่านก็จะได้รถ sport สไตล์ pick- up ใช้แบบส่วนตั๊ว ส่วนตัวแบบหนุ่มสาว 2 คัน หรือหากินก็บรรทุกได้ ร่วม 500 กิโลกรัมก็ดีไปหมดหรือจะเอา มาแต่งเป็นรถขับซิ่ง ถึง 200 กม./ ชม. ก็ไม่ยาก ถ้าไม่เพราะว่าเป็นตลาดคันหนึ่งที่แม้จะไม่นิยมมาก แต่ก็มีคนสนใจตามหากันแยะทำให้ NV รถทรง PICK UP ของ NISSAN คันนี้มีค่าตัวที่เลยหลักแสนไปไกล ผิดกับรถ DAIHATSU MIRA ที่ราคาสภาพ 2 2 ที่ นั่งหลังคาไพเบอร์ทรงแวนนั้นราคาป้ายแดงใกล้กับ NV แต่พออายุเก่าพอ ๆ กันก็หล่นฮวบมากกว่า NV เพราะคนไม่ค่อยนิยมและไม่อาจนำไปแต่งและดัดแปลงได้มากเท่า NVก็อย่างที่ทราบกันเกือบทั่วไปเจ้า “ NISSAN NV" ชิ้นงานที่ สยาม กลการในยุคของคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดชหมายมั่นว่าจะ สามารถปลุกปั้นให้เป็นรถยนต์แห่งชาติแบบเดียวกับ PROTON SAGA ของมาเลเซียที่รับเอาเทคโนโลยีของ MITSSUBISHI มาใช้ ขณะที่คุณหญิงนั้น ชาติดีกับ NISSAN มากและขณะนั้นสยามกลการจัดว่ากำลัง รุ่งมากงาน NATIONAL CAR จึงเป็นรูปเป็นร่างในสไตล์ของ “ ULTI – BODY " คือในโคลงสร้างเดียวของ “NV “ นั้นสามารถนำไปพัฒนาเป็นรถออกมาได้ตั้งแต่ทรงกระบะพร้อม ดัดแปลง, ทรง PICK – UP สำเร็จรูป, ทรงตรวจการ 3 ประตู, ทรง SEDAN VAN 5 ประตู เรียกว่า ตัวเดียวสามารถขึ้นรูปเป็นรถใด ๆ ก็ได้สุดแต่ลูกค้าจะ ORDER หรือลูกค้านำไปต่อเติมด้วย ระบบไฟเบอร์กลาสส์ที่กำลังฮิตขณะนั้น การเกิดของ NV นั้นเกิดมาในยุคที่ สยามกลการมีรถขนาดเล็กขาย 2 รุ่น คือ SUNNY 1300 FF, และ SENTRA 1500 เท่ากับว่า NISSAN NV เป็นรถอีกรุ่นให้เลือกในสนนราคาต่ำกว่า 300,000 บาท เป็นการกำกับตลาดให้สินค้า NISSAN ของสยามกลการดีแบบรถในด้านราคาให้ เลือกตั้งแต่ระดับเดียวกับรถเก่ามือสอง แล้วค่อยไต่ จนถึงรุ่นตรวจการ 5 ประตู ในสนนราคา 40 กว่า หมื่น ในการนี้หากสยามกลการสามารถประสบความสำเร็จกับ NISSAN NV ได้ต่อไปการหมดยุคของ SUNNY FF ก็จะมีรถทดแทน ขณะเดียวกันก็รองรับตลาด ระดับล่างได้ด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าอนาตดของ NV ต้องโปร่งใส แต่แล้วในนยุคของ พณ. ท่านอานันท์ ปันยาชุน นายกผู้ดีได้ประกาศยอม ให้รถประกอบนอกเข้ามาขายได้ เท่ากับสยบตลาดกึ่งผูก ขาดของบริษัทรถยนต์ในประเทศที่ขายดิบขายดีผลิตไม่ทัน และ ยังขึ้นราคาเป็นว่าเล่น เพราะ SUPPLY ไม่พอกับ DEMAND ( ห้ามรถ CBU เข้า )
การเปิดประตูให้รถ CBU เข้ามาจุงทำลายกำแพง กฏเกณฑ์ มาเป็น SUPPLY มากกว่า DEMAND เพราะการนำรถ CBU เข้ามานั้น สามารถนำเข้าไม่อั้นเนื่องจากปริมาณการผลิตของบริษัทแม่ มากกว่า ทั้งสามารถนำรถยี่ห้ออื่น ๆ เข้ามาขายด้วย เท่ากับว่าผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น ก็เลยกระทบทางอ้อมต่อโครงการ ของ NISSAN NV ที่กลายเป็นว่าราคาชักไม่สมกับรถโดยเฉพาะรุ่นตรวจการ 5 ประตูในราคา 40 กว่าหมื่นนั้น สามารถซื้อรถ เก่งอย่าง HYUNDAI EXCLE ได้ หรือรถเก๋งแท้ ๆ ประกอบนอกได้หลายยี่ห้อ การจะนำเอา NV มาดัดแปลงก็เลยยุติไป ผู้คนเลือกซื้อ NV เพราะอยากใช้เฉพาะแต่จะไม่ค่อยซื้อมาต่อเติมดังแต่ ก่อนและเป็นเหตุหนึ่งที่ต้องเลิกการผลิตรุ่น NV – VAN ไปเหลือไว้แต่ NV PICK - UP เท่านั้น ซึ่ง NV PICK –UP นั้นมียอดขายไม่หวือหวา เท่าไรนัก มีลูกค้าประเภทนำไปขับสนุก ๆ เพราะราคาแค่ 30 กว่าหมื่น หรือพวกนักธุรกิจขนาดเล็หกที่อยากขับรถนุ่มอย่างเก๋ง แต่สามารถบรรทุกของได้อย่างรถกระบะ ตลอด จนวัยรุ่นวัยซิ่งที่นำไปแต่งรถสวยงาม เพราะอย่าง น้อย ๆ การทรงตัวก็ดีกว่ารถปิกอัพดีเซล สมรรถนะก็เปรี้ยวพอจะกัดกับรถเก๋งขนาด 1600 ได้สบาย หน้าตาก็สวยงามแต่ง ขึ้นกว่า MAZDA FAMILIA กระบะ หรือดีกว่าไปจับรถ เก่าราคาเดียวกันแต่ต้องนั่งซ่อม แต่กับ NV ในสภาพ 165,000-250,000 บาทนั้น เป็นวัยที่เหมาะสมเพราะว่ารถ ยังโทรมมาก แม้ว่าบางครั้งจะเห็นลงประกาศขายกันที่ ต่ำกว่า 13 หมื่น แต่สภาพนั้นแย่กว่า COROLLA KE – 70 ซะอีกจึงไม่น่าจับ ยอมแพงหน่อยหาสาเหตุตัวถังดี ๆ เครื่อง 50 % ระดับเร่งรอบจัดมีควันขาวออกนิด ๆ จะดีกว่าเพราะลำบากสุดก็แค่ยกเครื่อง GA 16 เดิมทิ้ง คว้าเอามือสองจากญี่ปุ่นนในราคา แถว ๆ 18,000 – 22,000 บาทใส่ ก็ใช้ดี หรือใจ กล้ายอม ปาไปสัก 30,000 บาทกะไว้ไล่ CIVIC VTEC หรือ NISSAN PREMERA ก็ยกเอาเครื่อง SR 20 DET พลัง 205 แรงม้าในแบบหัวฉีด TURBO รับรองว่าความเร็ว 200 กม./ ชม. อยู่ แค่เอื้อม โดยไม่ต้องเกรงว่าจะเอาไม่อยู่เพราะการ แก้ไขช่วงล่าง NV นั้นง่ายดายมาก เนื่อง จาก NV ก็คือ SENTRA และ SENTRA ก็คือ PRESEA แล้ว PRESEA ก็ใช้วิทยาการเดียวกันกับ PREMIRA ก็เท่ากับว่า NV สามารถใช้อะไหล่ร่มของ PREMIRA ได้ จึงไม่อยากที่จะหาของเก่ามาโมดิฟาย ให้ NV เกาะถนนพอจะซ่าแบบ SPORT – UP ได้เต็ม ๆ ข้อได้เปรียบของ NV PICK - UP คือน้ำหหนักรถเบาต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม รวมทั้งโคลงสร้างแข็งแรงกว่า เพราะเขาเตรียมมาให้ใช้บรรทุกของได้ถึง 800 กิโลกรัม การทที่ โครงสร้างแบบโมโนคอดนั้น จะบิดเบี้ยว ในการใช้อย่างรุนแรงน้อยกว่าแบบเก๋ง
ทำให้การจับ NV นั้นนอกจากราคาถูกและนำไปตกแต่งได้ดีแล้ว ยัง เลือกใช้งานหลายแบบสุดแต่เจ้าของ
รายละเอียดของ NV PICK - UP เป็นรถขนาดยาว 4 เมตรเศษ สามารถแก้ไขระยะความยาวด้านท้าย ให้สั้นเพื่อความคล่องได้ไม่ยาก เพราะเป็นรถขับหน้า ฐานล้อ 2.4 เมตร เพียงพอ ต่อการทรงตัว และเป็นรถที่แม้ท้องจะสูง 145 มม. แต่มีสภาพไม่ลอยเพราะ เป็นรถไม่มีชัชซี ล้อทั้ง 4 ทำงานอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัท โดยด้านหน้ายึดด้วยปีกนกทรง L - ARM ใหห้วงเลี้ยวแคบมาก ด้านหลังแบบคานแข็งที่ทนทาน สามารถ แก้ไขให้นุ่มหรือแบบ น้ำหนักมากได้ไม่ยาก มีข้อเสียคือล้อให้มาขนาดเล็กไปหน่อย เวลา ทิ้งโค้งแรง ๆ ท้ายจะลอยไม่ เกาะ หากได้หันรถมาใส่ยางขนาด 195/55x15 กับกระทะ 6x15 นิ้ว สภาพรถจะเกาะกว่านี้โดยไม่มีผลต่อ พลัง 100 แรงม้าของ GA 16 รถยังคงแล่นได้ดีอย่างเกียร์ 3 สามารถลากได้ถึง 131 กม/ ชม. และเกียร์ 4 เกิน 150 กม./ ชม. บางคัน ยังคุยว่าขับถึง 180 กม./ ชม. ก็ มี โดยมีข้อดีที่เครื่อง GA 16 นี้เป็นแบบฝา DOHC ขับด้วยโซ่ รอบ จัดถึง 7200 รอบ หากขับดี ลากเกียร์แต่ละจังหวะสัมพันธ์กัน ประโยชน์จากเฟือง ท้ายที่ทดไว้ 4.167 นั้น อำนวย ต่อการซิ่งในสภาพรถเปล่านั่ง 2 คนอย่างมาก แถมในยามนั่ง 2 ต่อ 2 จากกรุงเทพ- พัทยา เจ้า NV ก็เกรงใจกระเป๋าเจ้าของในระดับเซฟน้ำมันระหว่าง 12 – 14 กม./ ลิตร ขับ เกียร์ 5 ไม่เกินความเร็วของตำรวจทางหลวงทำได้ ถึง 15.5 กม./ ลิตร เห็น ไหมว่า NV PICK – UP นั้นพร้อมสรรพสำหรับคนกระเป๋าเบาแต่เท้าหนักแค่ไหน

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Toyota Soluna รถครอบครัวยอดประหยัด


สำหรับ ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์คันแรก หรือรถครอบครัวขนาดย่อม เน้นขับในเมือง ประหยัดน้ำมัน ซ่อมง่าย ปีใหม่ ราคาถูก โซลูน่าก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่น่าสนใจมาก เพราะมีคุณสมบัติรถเมืองหรือซิตี้คาร์ครบถ้วน เดินทางไกลก็ได้ สภาพรถยังใหม่ๆในราคาที่มีให้เลือกตั้งแต่ 2 แสน-4 แสน จะน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนลองมาดูกัน

โซลูน่าตัวแรกเริ่มทำตลาดปี 1997 ใช้พื้นฐานของรุ่น Tercel ใน ญี่ปุ่น ด้วยราคารุ่นพื้นฐานเปิดตัวที่ 348,000 บาท นับเป็นราคาที่ถูกมาก ทำให้ขายดีมากทีเดียว รูปลักษณ์ภายนอกก็เรียบๆดูธรรมดา ยังมีสันเหลี่ยมเด่นชัดไฟหน้าทรงคางหมูและไฟเลี้ยวสีส้มตรงมุมบังโคลนรูปทรง ไม่หวือหวาอะไร กระจังหน้าทรงเรียบๆมีเส้นคาดสองเส้นแปะตราโตโยต้าเอาไว้ตรงกลาง กันชนดูไกลๆแล้วเหมือนของรุ่นสามห่วง ด้านท้ายตัดลงมาตรงๆแล้วไฟท้ายเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูเอียงรับกับฝากระโปรง ดูโล้นๆแปลกตามากกว่าสวย ล้อแม็กสำหรับรุ่น 1.5 XLI เป็นล้อเหล็กเพียวๆแบบรถกระบะขนของ ส่วนรุ่นอื่นๆเป็นฝาครอบล้อ14นิ้ว โครงสร้างตัวถังแบบ GOA ใช้เหล็กกันสนิมแบบ Galvanized Steel ที่ โตโยต้าอ้างว่ากันสนิมได้ถึง 5 ปีผุกร่อน 10 ปี ทำตลาดต่อมาอีก 2 ปี ได้มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้านหน้าที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือกันชนทรงใหม่ดูดีขึ้น ปรับไฟหน้าเป็นแบบมัลติรีเฟล็กไฟเลี้ยวขาว กระจังหน้าทรงคล้ายๆเดิมปรับให้ดูลาดเอียงยิ่งขึ้น เปลี่ยนลวดลายเป็นซี่นอนดูน่ามองมากกว่าเดิม ด้านท้ายที่เด่นๆคือไฟท้ายแยกออกมาแปะไว้ที่ฝากระโปรง ไฟท้ายแบ่งออกเป็น 2 ช่องรูปวงรีคล้ายหยดน้ำ เป็นที่มาสำหรับฉายาโซลูน่าโฉมไฟท้ายหยดน้ำ ทำตลาดเรื่อยๆจนถึงปี 2002 ก็มีรุ่นใหม่ออกมา

ภายในของทั้งสองรุ่นนี้เหมือนกัน คอนโซลหน้าคล้ายๆรุ่นสามห่วง มาตรวัดมีครบ พวงมาลัยพาวเวอร์ 4 ก้านมีถุงลมให้เฉพาะรุ่นท็อป กระจกแบบ Jam protection เฉพาะ ฝั่งคนขับมีในรุ่นท็อป ภายในไม่กว้างขวางนัก นั่งได้ 4 คนพอดีๆ เบาะเป็นเบาะผ้า ช่วงรับแผ่นหลังดูจะตื้นไปนิดจึงนั่งไม่กระชับนัก เดินทางไกลก็เมื่อยหน่อย ช่วงหย่อนขาตื้นไปและช่วงวางขาก็สั้นไปสำหรับคนสูง 180 อย่างผม

เครื่องยนต์ใช้บล็อกเดียวกับโคโรล่า 1.5 ต่างกันตรงท่อไอดี แครงก์น้ำมันเครื่องและรายละเอียดเล็กน้อย จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด EFI ให้ กำลัง 95 แรงม้า ส่งผ่านเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์ออโต้ 5 สปีดลงสู่ล้อหน้า ความเร็วสูงสุดประมาณ 160 กม/ชม อัตราการกินน้ำมันในเมืองอยู่ที่ 8-12 กม/ล นอกเมืองอยู่ที่ 11-15 กม/ล ช่วงล่างร่อนที่ความเร็ว 120 เนื่องจากตัวรถเบา ถ้าคนนั่งไปเยอะๆน่าจะลดอาการร่อนไปได้บ้าง(แต่จะเพิ่มอาการโยนแทน)เบรกดีพอ สมควรมี ABS ให้ในรุ่นท้ายๆ

ด้าน อะไหล่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีให้เลือกเต็มไปหมดทุกมุม มีครบทุกชิ้น ราคาไม่แพง มิหนำซ้ำยังมีชุดแต่งเอาไว้เสียเงินเพิ่มอีกมากมายต่างหาก เอารถไปจิ้มหัวเข้าอู่ไหนก็ได้ ซ่อมง่าย ข้อเสียคือตัวถังไม่แข็งแรงนัก ชนเบาะๆก็ยุบแล้ว ถุงลมคนขับก็มีให้เฉพาะรุ่นท็อปส่วนคนนั่งก็ต้องลุ้นเอาเอง การประกอบไม่ดีนัก(ก็จะเอาอะไรกับรถราคาเท่านี้) ช่วงล่างนุ่มแต่ไม่เกาะถนน ขับเร็วๆไม่ไหว จับโช้คและสปริงแข็งๆน่าจะช่วยได้บ้าง เวลาซื้อต้องดูสภาพตัวถัง เพราะรถคันนี้ส่วนใหญ่เจ้าของเก่าเป็นพวกมือใหม่หัดขับ ส่วนใหญ่ที่เจอมักจะไม่ชนมากก็ชนน้อย อันนี้ต้องทำใจ พยายามเลี่ยงรถที่ทำสีใหม่ นานๆทีจะเห็นรถผู้หญิงใช้น้อยหลุดออกมาคันนึง ควรดูรอยช้ำของตัวถังแล้วคำนวณค่าซ่อมไว้ประมาณหมื่นถึง 2 หมื่น เครื่องยนต์ต้องดี เกียร์เข้าง่ายไม่ติดไม่สะดุด เวลาเลี้ยวไม่ควรมีเสียงดังเอียดอาด

สรุป เจ้าโซลูน่าเหมาะสำหรับผู้ที่มีรถคันแรก รถแม่บ้าน รถครอบครัวเล็กๆเอาไว้ขับในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ประหยัดน้ำมัน ขับง่าย อะไหล่เยอะ ซ่อมถูก ปีใหม่ แต่ตัวถังไม่ทนทาน ช่วงล่างไม่เหมาะที่จะออกต่างจังหวัดบ่อยๆครับ

ข้อมูลทางเทคนิคของโตโยต้า โซลูน่า

เครื่องยนต์ 5A-FE 4 สูบ DOHC 16V

ปริมาตรกระบอกสูบ 1,498 ซีซี

แรงม้า 95แรงม้า/5600รอบต่อนาที

แรงบิด 126Nm/4800รอบต่อนาที

ระบบจ่ายน้ำมัน หัวฉีด EFI

ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ/ธรรมดา 5 สปีด

ระบบกันสะเทือน อิสระแมกเฟอสันสตรัท/ทอชั่นบีมและเหล็กกันโคลง

ระบบเบรก หน้า/หลัง ดิสก์/ดรัม

กว้าง-ยาว-สูง 1660-4175-1380

น้ำหนักรถ 935 กก.

ขนาดยาง 175/65R14

ความเร็วสูงสุด 160 กม/ชม

อัตราการกินน้ำมัน 9-15 โล/ลิตร

ISUZU ก็มีเก๋งนะจะบอกให้


อีซูซุ เวอร์เทคซ์ เป็นรถที่เกิดจากความร่วมมือของฮอนด้าที่ผลิตแต่รถเก๋ง กับอีซูซุที่ผลิตแต่รถกระบะ ทั้งสองค่ายจึงแลกเปลี่ยนรถมา rebadge เป็นรถของตัวเอง โดยฮอนด้าได้เอากระบะไปทำเป็น Honda Tourmaster แต่ ยอดขายน้อยมาก ส่วนอีซูซุได้เวอร์เทคซ์มาทำตลาด ด้วยราคาขายที่ไล่เลี่ยกับฮอนด้า ทำให้มียอดขายที่ไม่ดีนักแต่ก็ดีกว่ากระบะของฮอนด้า เวอร์เทคซ์เปิดตัวครั้งแรกปี 1996 โดยให้ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังอย่าง ริชาร์ด เกียร์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ แบ่งออกเป็นสองรุ่นคือรุ่น SและJ โดยSE/JEเป็นเกียร์ออโต้และSL/JLเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา จากนั้นปี 1999 ก็ปรับโฉมนิดหน่อยตัดรุ่นSออก ไป ทำตลาดอย่างเงียบๆจนถึงต้นปี 2003 ก็เลิกผลิตไป รถเหล่านี้จึงตกรุ่นกลายเป็นรถมือสองที่ราคาตกเอามากๆ เพราะไม่ใช่รถตลาด รถเกรดเดียวกับฮอนด้าแต่ราคามือสองถูกกว่าเป็นแสนทั้งๆที่ราคามือหนึ่งใกล้ เคียงกัน น่าสนใจหรือไม่ มาลองดูกัน

รูป ลักษณ์ภายนอกคล้ายกับฝาแฝดซีวิคถ้ามองเผินๆ แต่เมื่อมองกันเต็มๆจะพบว่าบางจุดก็แตกต่างไป ด้านหน้า ไฟหน้าทรงสี่เหลื่ยมคางหมูไม่เหมือนตาโต รับกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ทรงเหลี่ยมรูปชาม ติดยี่ห้ออีซูซุไว้กลางกระจังหน้า กันชนมุมเหลี่ยมด้านล่างกันชนมีช่องดักลมขนาดเล็กและยาวกว่าซีวิคอยู่ พร้อมช่องเล็กๆข้างๆเอาไว้ใส่ไฟตัดหมอก ดูโดยรวมการออกแบบเหมือนสูตรสำเร็จของรถยุโรป รูปทรงดูเหลี่ยมกว่าซีวิคแต่ผมชอบเป็นการส่วนตัว ด้านข้างบังโคลนของใหม่เพื่อให้รับกับมุมไฟหน้า ชิ้นส่วนประตูกระจกต่างๆตั้งแต่เสา A ถึงเสา C เป็น ของซีวิคหมด ด้านท้ายเหมือนกับซีวิคมากๆยกเว้นไฟเลี้ยวขาวที่สร้างความแตกต่างเวลามอง ผ่านๆได้ ตรงกลางฝากระโปรงท้ายติดตราของเวอร์เทคซ์โดยเฉพาะ ล้อแม็กลายใหม่ขนาด 14 นิ้วทุกรุ่น

เข้า มาภายในแทบจะไม่แตกต่างจากซีวิคเลย สิ่งเดียวที่ยังบอกว่าเป็นอีซูซุอยู่ก็คงจะเป็นพวงมาลัยที่มีตราอีซูซุ มีถุงลมเฉพาะฝั่งคนขับ(ยกเว้นรุ่นSL) ภายในกว้างขวางดี เบาะเป็นผ้าแซมกำมะหยี่ ออพชั่นมีให้ไม่คับคั่งนักเอาแค่พอใช้ก็สะดวกสบายมือดี คอนโซลหน้ายกมาจากซีวิคเลย หน้าปัดเรียบๆแบ่งเป็นสามวง ซ้ายสุดเป็นวัดรอบ ตรงกลางเป็นความเร็ว ขวาเป็นวัดน้ำมันและความร้อน ส่วน pictograph กระจายอยู่ทั่วหน้าปัด

เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับซีวิคมีวีเทคในรุ่นSL/SE/JE 1590 ซีซี 4สูบ SOHC 16V 120แรงม้า/6400รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 146 Nm ที่ 5500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ออโต้ 4 สปีดในรุ่นSEหรือ ธรรมดา 5 สปีด ลงสู่สองล้อหน้า ช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ดับเบิลวิชโบน โชคอัพแก๊สและเหล็กกันโคลง ดิสก์เบรก 4 ล้อพร้อมเอบีเอส(ยกเว้นรุ่นSL)

เท่า ที่เคยลองขับมาใช้งานในเมือง ไม่ค่อยรู้ฤทธิ์เดชของมันตอนความเร็วสูงๆ ในเมืองก็มีความคล่องตัวดี พวงมาลัยพาวเวอร์ฉับไวพออาศัยมุดในชั่วโมงเร่งด่วนได้ ต้องลากรอบเครื่องสูงๆหน่อยถึงจะได้แรงม้าเอามาใช้กัน คาดว่าสมรรถนะการขับนอกเมืองคงไม่ต่างจากอารมณ์ซีวิคมากนัก อัตราการกินน้ำมันอันนี้เจ้าของเล่ามา อยู่ที่ 7 กม./ล. ถ้าอัดสุดๆในเมือง และ 9-10 กม./ล.ถ้าขับเรื่อยๆ ช่วงล่างและเบรกดีทีเดียว ในรอบสูงๆเสียงเครื่องมีเข้ามาค่อนข้างมาก ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากการขับซีวิคเลย

เรื่อง อะไหล่ เห็นเป็นรถยอดขายน้อยแบบนี้ อะไหล่มีแพร่หลายทีเดียวเพราะใช้ร่วมกับซีวิคได้ทั้งด้านนอกและด้านใน ยกเว้นด้านหน้ากับบังโคลนหน้าที่ใช้ร่วมกันไม่ได้ เจ้าชิ้นส่วนด้านหน้านี้จะสร้างลำบากแก่เจ้าของรถพอดู เพราะต้องเบิกจากห้างเอาซึ่งก็แพง ถ้าเดินหาตามวรจักรหรือเชียงกงแล้วคงจะเหนื่อยหน่อย ก่อนซื้อก็ควรดูสภาพตัวถังไม่น่าจะมีการทำสีมาสีเดิมของรถมี 4 สีคือ สีเงิน สีเขียว สีน้ำเงิน สีทอง เช็กช่วงล่างด้านหน้าให้สมบูรณ์ และเตรียมเงินเก็บงานหนักสัก 3 หมื่น

สรุปแล้ว Isuzu Vertex เป็น รถที่น่าสนใจคันหนึ่ง สมรรถนะ ห้องโดยสาร เหมือนขับฮอนด้าแต่ราคาถูกกว่า อะไหล่หาง่ายแต่ราคาไม่ถูกนักในบางชิ้น ราคาขายมือสองอยู่ที่ประมาณ 3 แสนในปี 96 ถึงประมาณ 4 แสนในปี 2002 โดยตัวรถที่ขายมีน้อย (แต่เห็นเต็นท์นึงจอดอยู่หลายคันเชียว) สภาพยังใหม่ๆอยู่ คู่แข่งก็มีเช่น นิสสัน ซันนี่, มาสด้า 323 ที่มีราคาและปีใกล้เคียงที่สุด ลองเก็บเวอร์เทคซ์กับไปพิจารณาอีกตัวเลือกนึง อย่ามองข้ามมันไปเชียวนะครับ