Subscribe

RSS Feed (xml)

Powered By

Skin Design:
Free Blogger Skins

Powered by Blogger

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

"ยาง" จุดเริ่มต้นของความปลอดภัย



ยางรถยนต์คือปราการแรกของความปลอดภัยในการขับขี่ หากเครื่องไม่ติดก็ไปไม่ได้ แต่หากเครื่องติดไปได้แล้วยางไม่ดี โอกาสเสี่ยงต่ออุบัติเหตุมีสูง จะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างไม่น่าที่จะเป็น ดังนั้นผู้ใช้รถจึงต้องให้ความสำคัญกับยาง ในอันดับต้นๆ หมั่นตรวจตราดอกยาง เนื้อยาง ขอบล้อ อย่างสม่ำเสมอ พบเห็นความผิดปกติของยาง อย่างนิ่งนอนใจหรือฝืนใช้ มิฉะนั้นท่านจะต้องเสียใจภายหลังครับ วันนี้มีข้อแนะนำการดูแลยางรถยนต์มาฝากกันครับ รู้แล้วก็ลองไปดูยางรถของท่านก่อนออกรถนะครับ และขอให้เดินทางโดยปลอดภัยในทุกเส้นทางครับ

1. รัน - อินต้องมีการรัน-อิน ยางใหม่ก็เช่นกันในช่วง 100 - 200 กิโลเมตรแรก ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้โครงสร้างแก้มยาง และหน้ายางมีการปรับตัว เพราะยางทุกเส้น ถูกผลิตออกมาให้รับกับมุมแคมเบอร์ของล้อเท่ากับ 0 คือตั้งฉากกับพื้น แต่รถยนต์ทุกคันไม่ได้มีมุมแคมเบอร์เท่ากับ 0 มีทั้งแบะหรือหุบ ในช่วงแรกจึงต้องใช้เวลาให้หน้ายางสึกปรับตัวรับกับศูนย์ล้อ
2. ถ่วงล้อยางต้องหมุนนับพันรอบต่อนาที โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีการเลี้ยงด้วยจึงต้องมีการถ่วงสมดุล เพราะถ้าล้อคู่หน้าไมได้สมดุล มักมีอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว และทำให้ลูกปืนล้อหรือช่วงล่างมีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากระทะล้อ เพื่อสลับยางหรือเปลี่ยนยาง ต้องมีการถ่วงสมดุลใหม่เสมอ เมื่อใช้งานไปสัก 40 - 50 % ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกัน ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ , ยาง , จานดิสก์เบรก , เพลาขับ , ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไป การถอดล้ออกมาถ่วงภายนอกก็เพียงพอแล้ว

3. ลมยางแรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28 - 32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือร้อนไม่มาก หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย - ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตราเร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย - ขวา ของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา เดินทางไกล ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ 2 - 3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิด อาจตรงข้ามกับความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น จากหลักการของก๊าซ อากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมเพิ่ม จึงคิดว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ ซึ่งผิด เพราะหากมีการลดแรงดันยางลงในขณะที่เดินทางไกล ยางจะกลับร้อนและมีแรงดันสูงมาก เพราะแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2 - 3 ปอนด์ เพื่อป้องกันการเปิดตัวของแก้มยางมากจนร้อน เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32 ปอนด์ มากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เมื่อเดินทางไกลอาจจะมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อนเพียง 2 ปอนด์ แต่ถ้าแรงดันลมเหลือ 28 ปอนด์ ยางจะบิดตัวมากและร้อนมากกว่าอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นถึง 5 - 6 ปอนด์ และก็เป็นลมที่มีความร้อนสูงกว่าการเติมลมแรงดันสูงเผื่อไว้

4. สลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า - หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากกว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยาง และระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์ ถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆเสียเวลาและไม่ถูกต้อง ในการเปลี่ยนยาง ไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประสิทธิภาพการเกาะถนนจะ แย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ

5. หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยางนอกจากตรวจสอบความลึกของดอกยางและสลับตาม ระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย
6. หมดสภาพยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด , ไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะ เริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่ ทดสอบ ง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆเนื้อยางเก่ามักแทบจิกไม่ลง อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย เฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 50,000 - 60,000 กิโลเมตร ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่านั้น ควรหลีกเลี่ยงยางเก่าเก็บ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงไปอีก

ข้อควรระวัง
1. ไม่จอดทิ้งไว้นาน รถ ยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหยืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายขึ้น ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2 - 3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5 - 10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว
2. น้ำยาเคลือบ เป็น เรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า


Mercedes-Benz 190E ทน ถูก หรู และดูดี


190อี เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ฉีกแนวจากเดิมที่เคยผลิตแต่รถยนต์ระดับหรูคันโต เปิดตัวสู่ตลาดโลกในเดือนพฤศจิกายน ปี 1982 (20 ปีที่แล้ว) มีเฉพาะตัวถังซีดาน 4 ประตู เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล ในประเทศไทยไม่ได้ทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ตั้งแต่แรก แต่ก็มีพวกพวกรถยนต์สำหรับฑูตต่างประเทศที่เปลี่ยนมือมาให้เห็นประปราย การทำตลาดในไทยเริ่มต้นจริงๆ ในช่วงปลายอายุตลาดของตัวรถยนต์ จนเกือบจะตกรุ่นแล้ว เพราะในช่วงปี 1982-1991 ผู้จำหน่ายคาดว่าไม่คุ้มกับการตั้งสายการผลิตในไทย ครั้นจะนำเข้าก็แพงมาก เพราะกำแพงภาษี

เมื่อปี 1991 รัฐบาลนายกฯ อานันท์ ประกาศลดอัตราภาษีรถยนต์นำเข้าลงเหลือต่ำมากๆ จึงทำให้เกิดตลาดรถยนต์นำเข้า รวมทั้งรถยนต์รุ่นนี้ด้วย

ผู้จำหน่าย เบนซ์ในเมืองไทย จึงนำเข้า 190อี มาทำตลาดไทยในช่วงแรก เหมือนการทำตลาดทั่วไป ทยอยสั่งทยอยขายไปเรื่อยๆ ในราคาคันละล้านกว่าบาท ซึ่งถือว่าไม่แพงสำหรับรุ่นเล็กของยนตรกรรมหรู ที่คนไทยไม่เคยมีโอกาสซื้อ แต่ก็แพงพอสมควรสำหรับค่าเงินในยุคนั้น จึงทำยอดจำหน่ายได้แค่เรื่อยๆ

ใน ช่วงปี 1993 เป็นความพอดีที่ 190อี กำลังจะตกรุ่นในตลาดโลก และมีสต็อกค้างที่เยอรมนีอยู่มาก ผู้จำหน่ายไทยจึงตัดสินใจสั่งนำเข้ามาหลายพันคัน เมื่อเป็นการสั่งซื้อจำนวนมากๆ อีกทั้งกำลังจะตกรุ่น และตัดหลายอุปกรณ์อำนวยความสะดวกออกไป จึงทำให้สามารถตั้งราคาได้ต่ำมาก ทำให้จำหน่ายได้ง่าย และพยายามเลี่ยงกระแสว่าเป็นการโล๊ะรถยนต์ตกรุ่น แต่ทำให้เป็นการจำหน่ายรถยนต์ด้วยราคาและเงื่อนไขพิเศษ 190อี ถึงจะเป็นเบบี้เบนซ์ แต่ตั้งราคาไว้แค่ล้านบาทต้นๆ แม้จะมีอุปกรณ์น้อย แต่ก็ยังเป็นที่หมายปอง และสำคัญที่มีข้อเสนอดาวน์น้อยผ่อนนานมากๆ จึงจำหน่ายได้รวมหลายพันคัน หลังการเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ช่วยฝรั่งระบายสต็อกใหญ่ได้เป็นอย่างดี

190อี มีรหัสตัวถัง ดับเบิลยู201 ในช่วงนั้นคนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่คุ้นเคยกับการระบุรุ่นรถยนต์ด้วยรหัสตัวถัง ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทรถยนต์ไม่ค่อยประชาสัมพันธ์มากนัก รวมทั้งรุ่นและยี่ห้อรถยนต์ ยังไม่หลากหลายเหมือนในปัจจุบัน จึงไม่เกิดความสับสน โดยตั้งชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า "เบบี้-เบนซ์ เพราะเป็นเบนซ์ขนาดเล็กที่สุดในขณะนั้น แต่โดยทั่วไปเรียกว่า 190อี ก็เข้าใจ และเลข 190 ก็ไม่ได้ย่อมาจาก 1,900 ซีซี แต่อย่างไร เพราะ 190อี เป็นรหัสตายตัว แต่มีเครื่องยนต์หลากหลาย เช่น 1,800 2,000 หรือ 2,300 ซีซี ฯลฯ

รุ่นที่นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย มีเฉพาะเครื่องยนต์เบนซิน ใช้บล็อกหลักเดียวกัน 4 สูบล้วนๆ คือ เอ็ม102 โอเวอร์เฮดแคมชาฟต์ 8 วาล์ว แบ่งเป็น 3 รุ่น โดยมีรุ่นหลักในการทำตลาด ที่มีราคาไม่แพง คือ 1.8 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 89 มิลลิเมตร ช่วงชัก 72.2 มิลลิเมตร ความจุ 1,797 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.1 : 1 กำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ หรือ 109 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที

รุ่น 2.0 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 89 มิลลิเมตร ช่วงชัก 80.2 มิลลิเมตร ความจุ 1,996 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.1 : 1 กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์ หรือ 122 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ทั้ง 2 รุ่น ขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา 4 หรือ 5 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 4 จังหวะ

รุ่น 2.3 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 95.5 มิลลิเมตร ช่วงชัก 80.2 มิลลิเมตร ความจุ 2,298 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.0 : 1 กำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ หรือ 136 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.4 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ (รุ่นนำเข้าเป็นแบบทวินแคม 16วาล์ว 188 แรงม้า ของ 230E)

ระบบบังคับเลี้ยวแบบกระปุกลูกปืนพร้อมเพาเวอร์ ระบบช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าปีกนก ด้านหลังมัลติลิงก์ 5 จุดยึด ทนทานพอสมควรและให้การทรงตัวที่ดี ระบบเบรกทุกรุ่นเป็นแบบดิสก์ 4 ล้อ ส่วนเอบีเอสป้องกันล้อล็อก เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ จึงมีในบางคันเท่านั้น

ภายนอกสวยแบบเรียบๆ ทรงเหลี่ยม เมื่อก่อนดูดี แต่เริ่มดูเชยๆ แล้วในช่วงนี้ เพราะถูกออกแบบมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เพียงแต่คนไทยเพิ่งเริ่มได้ใช้กันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรูหรา ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ชุบโครเมียม เป็นชิ้นเดียวกับฝากระโปรง ด้านบนติดโลโก้ดาว 3 แฉก ไฟหน้าทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ รวมไฟตัดหมอกไว้ในโคมเดียวกัน ประกบข้างด้วยไฟเลี้ยวแบบโคมเหลือง ฝากระโปรงหลังเปิดได้แค่แนวเหนือป้ายทะเบียน ไฟท้ายทรงเหลี่ยมยาวลายลูกฟูก เอกลักษณ์ของเบนซ์ แทรกกลางด้วยช่องใส่ป้ายทะเบียน

ตัวถังกะทัดรัด ส่งผลให้ห้องโดยสารแคบไปนิด มีความยาว 4,448 มิลลิเมตร กว้าง 1,690 มิลลิเมตร สูง 1,390 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,665 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,170-1,240 กิโลกรัม

ราคากลาง ปี 1992 ประมาณ 450,000 บาท, ปี 1993 ประมาณ 500,000 บาท, ปี 1994 ประมาณ 530,000 บาท, ปี 1995 ประมาณ 560,000 บาท, ปี 1996 ประมาณ 600,000 บาท และปี 1997 ประมาณ 650,000 บาท

รถยนต์รุ่นนี้มีจุดเด่นที่ความเป็นเบนซ์ มีภาพพจน์ดีในสังคม (แต่ต้องสีสวย สะอาด ไม่ใช่โทรมๆ) แม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ไม่ทิ้งมาตรฐานเดิม ที่มีความทนทานทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่าง ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก จึงดูแลรักษาง่าย ถ้าไม่ถูกย้อมแมวหรือได้คันที่มีสภาพโทรม ซ่อมครั้งเดียวน่าจะจบ และใช้งานได้แบบไม่จุกจิก

มิติตัวถังเทียบ เท่ารถยนต์ญี่ปุ่นขนาดกลาง จึงให้ความคล่องตัวเมื่อใช้งานในเมือง ประสิทธิภาพของช่วงล่างและเบรกมั่นใจได้ ตามสไตล์รถยนต์ยุโรปยี่ห้อดัง ห้องโดยสารกว้างขวางเพียงพอสำหรับ 5 ที่นั่ง ด้านหลังนั่งได้ 3 คนแบบพอดีๆ เกือบๆ จะอึดอัด อุปกรณ์มาตรฐานภายในด้อยไปนิด เพราะถูกตัดออกไปหลายรายการ โดยเฉพาะรุ่นที่โล๊ะสต็อกพร้อมกันหลายพันคัน

ถ้าชอบเบนซ์โฉมนี้ รุ่น 1.8 จะมีให้เลือกมากที่สุดถึงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของตัวถังนี้ เนื่องจากในช่วงนั้นคนส่วนใหญ่คิดว่า รถยนต์ยุโรปกินน้ำมันมากกว่ารถยนต์ญี่ปุ่น รวมทั้งราคาของรุ่น 2.0 กับ 2.3 แพงกว่ารุ่น 1.8 อยู่หลายแสนบาท คนทั่วไปจึงมักจะซื้อรุ่น 1.8 และที่สำคัญอีกอย่าง คือ หลายคนซื้อในงานโล๊ะสต็อกด้วยราคาและเงื่อนไขพิเศษ ที่หลายคนชอบและกัดฟันซื้อ จึงไต่ขึ้นไปซื้อรุ่น 2.0 หรือ 2.3 ไม่ไหว

ถ้า เป็นคนเท้าหนัก คงต้องทำใจกับความอืดของอัตราเร่ง ของรุ่น 1.8 ถ้าทดลองขับแล้วไม่พอใจ ก็ต้องควานหารุ่น 2.0 หรือ 2.3 (ซึ่งหายากมากๆ) แม้การเพิ่มความแรงให้กับรุ่น 1.8 จะทำได้ แต่ไม่ค่อยคุ้มค่าเงิน และควรซื้อรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แต่ถ้าตัดสินใจเลือกรุ่นเกียร์ธรรมดา ก็ควรหาคันที่เป็นแบบเดินหน้า 5 จังหวะ

อะไหล่ของรถยนต์รุ่นนี้ นอกจากศูนย์บริการที่มีราคาแพงแล้ว ยังสามารถซื้ออะไหล่เทียบและอะไหล่แท้นอกศูนย์ฯ มีครบคันทุกชิ้น หมดกังวลไปได้เลย โดยมีแหล่งใหญ่อยู่หลังวัดโสมฯ แถวนางเลิ้ง มีประมาณ 10 ร้าน และในวรจักรก็มีประปรายประมาณ 10 ร้าน แต่จอดรถไม่สะดวกเท่าหลังวัดโสมฯ

การดูแลรักษา ถ้าไม่ใช่ระบบเฉพาะที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบ ก็สามารถเข้ารับบริการตามอู่ทั่วไปได้ และถ้าตกลงกับอู่ได้ว่าจะหาอะไหล่ไปเอง ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มาก เพราะราคาอะไหล่แท้หรือเทียบใช้ตามร้านทั่วไป ราคาถูกพอกับอะไหล่รถยนต์ญี่ปุ่นระดับราคาเดียวกัน หรือบางชิ้นมีราคาถูกจนน่าแปลกใจก็ยังมี

การเลือกซื้อควรใจเย็น ค่อยๆ เปรียบเทียบราคากับสภาพรถยนต์หลายๆ คัน เน้นให้เลือกคันที่ตัวถังไม่ช้ำ จากการชนหนัก หรือถูกดัดแปลงมา พึง พอใจในอุปกรณ์เดิมๆ ที่มีมาให้หรือเปล่า มีอย่างที่ไหน บางคันเบาะหนังเทียม เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ไม่มีมาตรวัดรอบ กระทะล้อเหล็ก ทั้งที่เป็นเบนซ์

เครื่องยนต์ไม่มีระบบซับซ้อน ลองสตาร์ตและฟังเสียงว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าเลือกรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด การเปลี่ยนเกียร์ต้องทำได้ครับทุกจังหวะ ไม่มีอาการกระตุกกระชากขณะออกตัวหรือขับ หรือเร่งไม่ค่อยขึ้น เพราะถ้าเสียจะซ่อมแพง

จุดอ่อนของรถยนต์รุ่นนี้มีน้อยมาก บางคันตู้แอร์รั่ว ก็ไม่แพงนัก เปลี่ยนแบบหลอดทองแดงก็ทนดี นอกจากนั้นต้องยอมรับให้ได้กับตัวถังขนาดเล็ก ทรงเริ่มเชยกับสันเหลี่ยม ห้องโดยสารไม่กว้าง และบางคันขาดอุปกรณ์หลายอย่างที่ควรจะมี

แม้จะ เป็นเบนซ์ แต่ ณ วันนี้หลายคนที่พบเห็นก็ไม่ได้รู้สึกหรูเท่าไรกับเบบี้เบนซ์ ที่ราคามือสองถูกกว่า โซลูน่า หรือซิตี้ ป้ายแดง แต่ก็แลกมาด้วยจุดเด่นด้านความทนทาน อะไหล่ไม่แพง ขายต่ออีกครั้งราคาไม่ตกมาก

สรุป เบบี้เบนซ์ 190อี ภาพพจน์ยังพอใช้ได้ เกาะถนน ทนทาน อะไหล่เพียบ ซ่อมไม่แพง แต่ทรงเริ่มเชย(อันนี้ตามมุมมองของผมเอง) ห้องโดยสารแคบไปนิด รุ่น 1.8 อัตราเร่งอืดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเท้าแต่กินน้ำมันไม่มาก และบางคันอุปกรณ์มาตรฐานน้อยเกินไป

PEUGEOT 405 GR MT สิงห์ลำพอง



สำหรับคนที่มีงบน้อยแต่ต้องการรถมือสองราคาถูกไว้ซักคันเพื่อไว้ใช้ขับทำงานแล้วละก้อ ผมอยากแนะนำ PEUGEOT 405 GR MT ที่มีราคาเพียงแสนบวกลบเรื่องคุณภาพเทียบกับราคา แล้วอยู่ในเกณฑ์สมน้ำสมเนื้อครับ แต่ก่อนตัดสินใจลองมาดูข้อมูลที่ได้ประมวลจากผู้ใช้หลายๆคนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับรถรุ่นนี้สรุปได้ดังนี้ครับ
เปอร์โย 405 เริ่มออกวางตลาดบ้านเราเมื่อปี 1989 โดยการเผยโฉมครั้งแรกนั้นเป็นเครื่องยนต์ 2000 cc เครื่องคาบูเรเตอร์และแรงม้าไม่เกิน 110 ตัว มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะและเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เป็นรถที่ออกตัวค่อนข้างหนืดแต่ในตอนปลายค่อนข้างใช้กำลังได้ดีช่วงล่างเกาะถนนดีมากแม้เข้าโค้ง 120กม/ชม. ก็ไม่มีอาการสบัดถือว่าเกาะถนนได้ดีทีเดียวส่วนเรื่องการกินน้ำมันเกียร์ ธรรมดาในเมืองอยู่ที่ 8 กม/ลิตร ส่วนต่างจังหวัดความเร็วคงที่อยุ่ที่ประมาณ 12-13 กม/ลิตร ส่วนเกียร์ออโต้นั้นในเมืองอยู่ที่ประมาณ 7 กม/ลิตร ส่วนต่างจังหวัดความเร็วคงที่อยู่ประมาณ 11-12 กม/ลิตร ออฟชั่นของตัวนี้ก็มีกระจกไฟฟ้าคู่หน้า เซ็นทรัลล็อก พวงมาลัยพาวเวอร์และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนโฉมใหม่แต่ไม่แปลกไปจากเดิมมากนักในปี1993 เครื่องยนต์ 2000 cc.และได้เปลี่ยนเป็นระบบหัวฉีด เพิ่มออฟชั่นให้มีกระจกไฟฟ้า 4 บาน และกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า นอกนั้นเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง

ข้อดี
1. รูปร่างหน้าตาความสวยเรียกว่าไม่เป็นรองใครเลยหล่ะ ผู้ใช้แสดงถึงความมีรสนิยม แต่สวนทางกับรายได้ เพราะราคาซื้อต่อมือสอง-มือสาม ราคาแสนบวก ลบ แล้วแต่สภาพ ขอให้คิดว่าซื่อมาใช้แล้วจะรู้สึกดี ราคาขนาดนี้แลกกับรถยุโรปถือว่าโอเค
2.ข้อดีอีกอย่างที่ต้องยอมรับเรื่องสมรรถนะ เครื่องยนต์ในรุ่น 2000 สามารถเร่งได้ดีความเร็วปลายอยู่ประมาณ 170-190 แล้วแต่ว่าเท้าคุณหนักรึเปล่า โดยเฉพาะรุ่น Mi 16 ความเร็วปลายเลย 200 แน่นอน และอีกอย่างเรื่องการเกาะถนนต้องยอมรับว่าทำได้ดีเลย 140 ไปสามารถเข้าโค้งโดยไม่ต้องแตะเบรค คุณสามารถฝากชีวิตไว้กับโค้งได้ นี้คือสิ่งที่ชาว Peugeot ภูมิใจนักหนา แต่เมื่อเทียบกับรถค่ายปลาดิบ..คุณต้องแตะเบรคเพื่อแรกกับความปลอดภัยเวลาเข้าโค้ง ก็ลองพิจารณาดูกว่าคุณจะเลือกแบบไหน
3. อะไหล่หาง่ายมีทั้งของแท้และเทียมถ้าของเทียมก็จะถูกกว่าประมาณครึ่งนึง
4. ออฟชั่นค่อนข้างครบเพราะมีทั้งเบาะหนัง ซ.ล็อก ก.ไฟฟ้า ก.ปรับมองข้างไฟฟ้า พ.พาวเวอร์

ข้อเสีย
1. กินน้ำมันค่อนข้างเยอะถ้าเทียบรถกับเครื่องยนต์เท่ากัน
2. คุณจะมีข้ออ้างกับแฟนคุณมากขึ้น เพราะคุณต้องเข้าอู่บ่อยเพื่อที่จะดูแลมัน เหมือนเด็กอ่อน ห่างหมอได้ไม่นาน ย้ำคุณต้องมีเวลาเอาใจใส่จริงๆ อู่ซ่อมเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สอง(ถามคนใช้ดูซิว่าจริงมั้ย)ซ่อมยากต้องหาช่างที่ซ่อมเปอร์โยโดยเฉพาะ
3. ระบบประสาทคุณจะถูกกระตุ้นตลอดเวลา เพราะเวลาที่คุณขับคุณจะไม่รู้เลยว่ามันจะดับเมื่อไหร่เพราะมันไม่เคยมีอาการบอก โดยเฉพาะเวลาออกต่างจังหวัด ระบบประสาทจะทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า ทางที่ดีเพื่อความสบายใจพกเบอร์โทรรถยกไว้ด้วยจะทำให้อุ่นใจมากขึ้น
4. ความ classic เสียงของเครื่องยนต์ทำให้คุณนึกว่ากำลังขับ Volk เต่าอยู่ดู classic ดีแต่ไม่เหมาะกับคนมีครอบครัวแล้วเพราะถ้าคุณกลับดึกภรรยาที่บ้านจะรู้ทันที

ตัวอย่างราคาอะไหล่ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง 100 บาท กรองเกียร์ออโต้ 400 บาท สวิตช์กระจกไฟฟ้าตัวออโต้ 800 บาท ไม่ออโต 400 บาท ค่าโอเวอร์ฮอล์เกียร์ออโต้ 20,000 บาท ผ้าเบรค 1,000 บาท หัวเทียนสามเขียว 150 บาท (3 ปี ยังใช้ได้อยู่) คอยล์จุดระเบิด 3,000 บาท ECU 8,000 บาท (มือสอง) ซ่อม ECU 3,000 บาท ประตู้ทั้งบานมือสอง 2,500 บาท เครื่อง MI16 พร้อมเกียร์ 35,000 บาท ผมว่าราคาที่พูดถึงมันพอ ๆ กันรถยุ่นเลย ใช้ดีครับไม่ต้องกลัว ปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนอะไหล่หายาก ตอนนี้หาง่ายแล้วครับ แต่ถ้าไปเสียต่างจังหวัดละก็เอาเรื่องเหมือนกัน
สรุป น่าใช้ครับเพราะราคาตอนนี้ปีที่ผลิตออกมาแรกๆเหลือไม่ถึงแสน ผมใช้ตัวปี 1990 อยู่ใช้มา 5ปีกว่าแล้วไม่มีปัญหาอะไร
หากคุณเจอช่างที่รู้ใจเกี่ยวกับเปอร์โยโดยเฉพาะซ่อมทีเดียวจบ แต่ขอบอกก่อนว่าอย่าเข้าศูนย์นะเดี๋ยวกระเป๋าฉีก

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รู้ทันประกันภัย



วันนี้คุยกันถึงเรื่องประกันภัยกันหน่อย เพราะเป็นเรื่องที่คนมีรถทุกคนต้องรู้ ย้ำว่าต้องรู้เพราะกฏหมายบังคับให้รถที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายทุกคัน ต้องมีประกันประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะประกันภัยภาคบังคับถ้าไม่มีก็ไม่สามารถที่จะต่อภาษีประจำปีได้ เมื่อไม่ได้ต่อภาษีแล้วเอารถออกไปขับบนท้องถนนเมือไหร่ละก็..เสร็จจ่าละ อย่างน้อยก็สองกระทงเบาะๆ 500 บาท ขับไปก็ต้องระวังตัวแจเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาละก็ บอกได้คำเดียวว่าไม่คุ้มครับพี่น้อง จะว่าไปในความคิดของผมเรื่องประกัน ทั้งประกันภัยและประกันชีวิตเป็นเรื่องที่น่าเวียนหัวครับ เพราะภาษากฏหมายที่ถูกบันทึกลงในกรรมธรรม์สัญญาเป็นสิ่งที่อ่านแล้วเข้าใจยากต้องแปลไทยเป็นไทยหลายตลบแถมตัวหนังสือก็เล็ก ยิ่งถ้าใครที่ไม่ชอบการอ่านหนังสือก็จะถามคำเดียวว่าให้เซ็นตรงไหน ธรรมชาติของคนไทยส่วนใหญ่ชอบอะไรที่ง่ายๆสบายๆ เลยเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ตัวแทนขายประกันที่เห็นแก่ได้เอาเปรียบผู้บริโภค ใช้เป็นช่องทางพริ้วเพื่อที่จะไม่จ่ายเงิน ในกรณีที่เกิดเหตุที่ตามเงื่อนไขสัญญา กลายเป็นปัญหาให้ทางการต้องตามล้างตามเช็ด ก็เป็นธรรมดาของผู้ประกอบการละครับที่ลงทุนแล้วจะมุ่งแสวงหากำไรให้มากที่สุด จ่ายยากไว้ก่อนเป็นดี แต่ก็นั่นละครับเมื่อกฏหมายบังคับไว้ก็ต้องทำเพราะจะเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ใช้รถ ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน จะได้ไม่ต้องเหนื่อยใจกันทีหลัง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันเข้ามาดูแลแทน ส่วนตัวท่านก็จะได้เอาเวลาไปหาอู่ซ่อมรถดีกว่า
คำถามง่ายๆ ทำไมต้องประกันภัยรถ ? บางครั้งปัญหาจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย อาจทำให้คุณต้องเสียเงินค่าซ่อมแซมจำนวนมาก และถ้าหากคุณเป็นฝ่ายผิดละก็บอกได้คำเดียวว่าเละ เพราะคู่กรณีคุณได้ที่ขี่แพะไล่แน่นอน แต่ถ้ามีประกันภาระหน้าที่ในการเจรจาต่อรองและประสานงานก็จะเป็นของตัวแทนประกันทั้งหมด (เพราะรับเงินเราไปแล้วนี่) และหากรถคุณเสียหายก็สามารถซ่อมทำให้คืนสภาพได้ ตามวงเงินเอาประกัน โดยไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย (ประกันจ่าย) สบายใจว่าเมื่อใดที่คุณโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุโดยที่เป็นฝ่ายผิด หรือมีบุคคลได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ คุณมีผู้รับผิดชอบแทนเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนซื้อประกันคุณควรตรวจสอบ บริษัทประกันภัยที่จะซื้อให้ดีก่อนว่าจะมีคุณภาพ มาตรฐานมากน้อยแค่ไหน รับเงินไปแล้วจะให้บริการอย่างที่คุยไว้หรือเปล่า เคยมีใครโดนพลิ้วมาบ้างหรือไม่ ต้องหาข้อมูลให้ดี แต่ปัจจุบันกฏหมายได้เข้มงวดกับบริษัทและตัวแทนขายประกันไว้ชั้นหนึ่งแล้ว หากมีกรณีที่ว่า อย่ารีรอตัดสินใจนานรีบรวบรวมหลักฐานร้องเรียนพานิชย์จังหวัดโดยด่วน
ใครเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองจากประกันภัย
อันดับแรกคือตัวคุณหากเป็นประกันชั้น 1 ตัวแทนประกันจะจัดการให้เสร็จสรรพ โดยที่ท่านไม่ต้องกังวลใจใดๆ นอกจากชนคนตาย
อันดับต่อมาคือคู่กรณีของท่านที่เป็นฝ่ายถูกและแน่นอนท่านคือฝ่ายผิด หมดสิทธิ์ต่อรองต้องเรียกประกันมาช่วยเคลียร์ด่วนจี๋ (ให้นึกถึงประกันก่อนตำรวจนะครับช่วยได้เยอะ)
ถัดมามาคือรถของคุณที่เสียหายจากอุบัติเหตุประกันจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่าย ตามเงื่อนไขข้อตกลง และรถของคู่กรณีซึ่งเป็นฝ่ายถูกและได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ สุดท้ายบุคคลที่สามที่นอกเหนือจากคู่กรณี เช่นคนเดินบนทางเท้าที่ได้รับผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้น (ตามประเภทของประกัน)
ทุกวันนี้มีบริษัทประกันภัยรถยนต์ให้คุณเลือกรับบริการมากมายดังนั้นคุณควรศึกษาบริษัทที่คุณสนใจก่อนตัดสินใจด้วยว่า บริษัทนั้นมีประวัติการให้บริการลูกค้าดีไหม? ใช้เวลาไปถึงที่เกิดเหตุนานเกินไปหรือเปล่า? รับผิดชอบต่อเงื่อนไขสัญญาการประกันภัยหรือมีการหลบเลี่ยง(พริ้ว)มากน้อยแค่ไหน? วางใจได้หรือไม่? พนักงานให้บริการด้วยความสุภาพหรือไม่? ข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถหาได้จากเพื่อนฝูงหรือผู้ที่เคยใช้บริการหรือจากข่าวสารทั่วไปเทียบเคียงกันหลายๆบริษัท อย่าเห็นแก่ตัวเลขที่จำนวนสูงๆ ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่าไม่มีใครยินดีจะจ่ายเงินจำนวนมากๆ โดยไม่มีผลประโยชน์กลับคืนที่คุ้มค่า แม้แต่คุณเองใช่มั๊ย โดยทั่วไปบริษัทประกันภัยที่ดีจะให้บริการปรึกษาปัญหาด้านกฎหมาย ในกรณีที่คุณมีปัญหาจากอุบัติเหตุหรือสูญหาย ดังนั้นการเลือกบริษัทประกันภัยที่ดีมีความรับผิดชอบสูง จะส่งผลต่อเนื่องให้คุณได้ใช้รถอย่างสบายใจ ไม่ต้องรอลุ้นในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ก่อนที่จะตกลงใจซื้อประกันให้กับรถของท่าน ขอให้ตั้งคำถามเหล่านี้ในใจแล้วหาคำตอบจากตัวแทน ค่าบริการแพงเกินจริงหรือไม่ สมน้ำสมเนื้อกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถหรือไม่ ค่ารักษาพยาบาลที่คุณจะได้รับ และเงินชดใช้ เมื่อรถสูญหายอย่างคุ้มค่า ก่อนตกลงซื้อประกันรถ ขั้นแรกคุณต้องมั่นใจว่าบริษัทนั้นมีความมั่นคงพอ โดยถามพนักงานขายประกันเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบริษัท เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบริษัทประกันภัยมากมายถูกปิดกิจการลง เนื่องมาจากความผดพลาดทางการเงิน และการล้มละลาย ระวังจะเสียเงินฟรี ! ข้อต่อมาที่คุณควรศึกษาคือ เบี้ยประกัน เบี้ยประกันที่แตกต่างย่อมมีผลถึงระดับความคุ้มครองที่คุณจะได้รับ ควรเลือกประกันที่เหมาะสมกับสถานะการเงินและรูปแบบประกันที่เหมาะสมกับสถานะการเงินและรูปแบบที่คุณควรได้รับการคุ้มครอง
พื้นฐานการประกันภัยมักแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน
แบบประกันภัยภาคบังคับ จะให้การคุ้มครองผู้บาดเจ็บจากรถ
แบบประเภท 1 คุ้มครองรถของผู้ประกันและรถของคู่กรณีเบี้ยประกันต่อปีจะสูงกว่าประเภทอื่นๆ
แบบประเภท 2 คุ้มครองรถของผู้ประกัน
แบบประเภท 3 คุ้มครองเฉพาะรถของคู่กรณี
ถ้าท่านไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจในประเด็นใด ก่อนตัดสินใจซื้อก็ขอให้ให้พนักงานขายประกัน อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของแบบประกันภัย และผลคุ้มครองที่คุณจะได้รับ เบี้ยประกันที่คุณต้องจ่าย และหากมีรายละเอียดข้อไหนที่คุณไม่เข้าใจ ต้องถามให้กระจ่างก่อนตัดสินใจซื้อ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทประกันภัยต่าง ๆ มีการเพิ่มค่าประกันจนลูกค้ารู้สึกเหมือนโดยโกงราคา ที่เลวร้ายที่สุดคือบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักหาวิธีเลี่ยงการคุ้มครองด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ที่สามารถพลิกแพลงได้ภายหลัง จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากที่คุณต้องระวังและทำความเข้าใจในเงื่อนไขเหล่านั้นอย่างละเอียด คำแนะนำในการลดค่าธรรมเนียมของคุณ เมื่อมั่นใจว่าคุณได้เปรียบเทียบบริษัทประกันภัย แต่ละแห่งแล้ว ควรถามพนักงานขายประกันถึงส่วนลดพิเศษที่คุณสามารถได้รับในกรณีต่าง ๆ เช่น การใช้รถในราคาไม่แพงมาก สามารถลดเบี้ยประกันภัยได้ บางบริษัทมีส่วนลดให้สำหรับ รถที่ไม่ค่อยขับ , คนขับที่ไม่สูบบุหรี่ ,คนขับที่ไม่ดื่มเหล้า สำหรับครอบครัวที่มีรถมากกว่าหนึ่งคัน หลายบริษัทมีนโยบายลดค่าเบี้ยประกันให้ถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ บางบริษัทมักจะลดราคาสำหรับ รถขนาดเล็ก รถที่มีเครื่องยนต์มีลูกสูบต่ำลงมา รถที่ติดตั้งถุงลมนิรภัย รถที่ติดระบบกันขโมย
รถที่มีระบบเบรกแอนตี้ล็อก ผู้ขับรถซึ่งมีประกาศนียบัตรเกี่ยวกับการขับรถปลอดภัย นักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยสูงตามกำหนด สตรีโสดที่มีอายุอยู่ระหว่าง 30-49 ปี ผู้ขับรถที่มีประวัติดี (ไม่เคยมีคดีเกี่ยวกับการชนมากกว่า 3 ปี) และคนในบริษัท
บริษัทประกันภัยโดยทั่วไป มักคิดค่าบริการไม่ต่างกันกับบริษัทคู่แข่ง ดังนั้นก่อนตกลงซื้อประกัน ควรถามพนักงานขายถึงราคาเบี้ยประกันว่า ตามนโยบายของบริษัทแล้วเบี้ยประกันจะสูงขึ้นไหม หากรถคุณประสบอุบัติเหตุภายหลัง เพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจ
การเรียกค่าคุ้มครองเมื่อรถเกิดุบัติเหตุหรือสูญหาย การแก้ปัญหาหลังเกิดอุบัติเหตุมักทำให้เราต้องยุ่งยาก สิ่งหนึ่งที่จะช่วยคุณได้คือ ปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้
1.แจ้งความกับตำรวจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่น ถูกชนและมีคนบาดเจ็บ หรือชนกับมอเตอร์ไซค์ที่ไม่มีประกัน
2.แจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบโดยเร็วที่สุด ทางบริษัทจะช่วยแก้สถานการณ์ และจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับคุณให้ทันที
3.ถ้าตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แจ้งรายละเอียดทั้งหมดเพื่อลงในบันทึกประจำวัน
4.ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและตอบข้อซักถามของเจ้าหน้าที่ประกัน
5.ให้รายละเอียดและเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ประกัน
6.ถ้าคุณรู้สึกว่าการสอบสวนหรือการจัดการที่ได้รับไม่ยุติธรรมควรขอคำแนะนำจากทนายความก่อนนัดตกลงอีกครั้ง
ตามข้อเท็จจริงแล้ว การทำประกันภัยหรือประกันชีวิตเป็นเรื่องที่ดี มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ช่วยให้เรามีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตมากขึ้น เคยคุยกับคนสิงคโปร์เขาบอกว่าคนที่สิงคโปร์เขาถือว่าการทำประกัน
เป็นเรื่องปกติ ใครไม่ทำถือว่าผิดปกติ ดังนั้นตัวแทนหรือบริษัทประกันเพียงแค่ให้ข้อมูลข่าวสารการดำเนินการของบริษัทตนเองก็พอ ไม่ต้องเดินตื้อลูกค้าเหมือนบ้านเรา และที่สำคัญเขาทำตามเงื่อนไขสัญญาทันทีไม่มีอิดออดเตะถ่วง เพราะเขาถือว่าจ่ายก่อนหากว่าลูกค้าไม่ซื่อสัตย์คิดเอาเปรียบเขาสามารถพิสูจน์กับศาลได้เมื่อไหร่ ลูกค้าคนนั้นโดนเรียกเงินคืนแถมค่าเสียหายต่างๆอีกอักโข อยากเห็นบ้านเราเป็นแบบนั้นบ้างแต่ก็
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดขึ้น หากเรายังขาดวินัยแลความซื่อสัตย์

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ขับอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน



เอ๊ะ ฉันก็ขับรถมานานแล้วนายเป็นใครยังจะมาสอนกันขับรถอีก อย่าถึงขนาดนั้นเลยนะครับไม่บังอาจหรอก ก็อย่างว่าถ้าผมเป็นพวกเศรษฐีมีเงินขับรถคันโตๆเครื่องยนต์ใหญ่ๆราคาน้ำมัน ก็คงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใดหรืออยากเปลี่ยนรถใหม่ตอนไหนก็ได้ แต่บังเอิญว่าผมดันเกิดมาจนน้ำมันแต่ละหยดจึงมีค่ามากและอยากใช้รถนานๆเพราะ ไม่มีเงินถุงเงินถังที่จะไปเปลี่ยนคันใหม่ ดังนั้นจึงต้องหาวิธีที่จะให้รถที่มีอยู่ได้ใช้งานอย่างประหยัดและทนทานให้ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปให้มากที่สุด จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับหรือต้องปิดบังอะไรเลยยิ่งบางเรื่องเขา พิสูจน์กันมาแล้วว่าเป็นจริงครับเพียงแต่นำมาเล่าสู่กันฟังสำหรับท่านที่ยัง ไม่ทราบหรือเคยทราบแล้วแต่ลืมหรือท่านที่อาจจะยังไม่รวยนัก(ไม่ทราบว่ามี หรือเปล่าในที่นี้)อยากประหยัดเหมือนผมครับ ทีนี้ก็มาดูกันว่าผมทำอะไรบ้าง
1.อันดับ แรกก็เริ่มจากการขั้นตอนเติมน้ำมันก่อน ก็มาจากหลักวิทยาศาสตร์ชั้นประถมเรื่องการขยายตัวของมวลสารที่แปรผันตาม อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น พูดง่ายๆคือถ้าอากาศร้อนก็จะทำให้อะไรๆมันขยายตัวนั่นเองรวมทั้งน้ำมันด้วย ดังนั้นการเติมน้ำมันจึงควรเติมเวลาที่อากาศเย็น เวลาที่ดีที่สุดคืออยู่ในช่วง 00.00-06.00 น.ครับ รองลงมาก็ช่วง 22.00-00.00 น.และช่วง 06.00-09.00 น. สรุปคือ ตั้งแต่ สี่ทุ่มถึงเก้าโมงเช้าคือช่วงเวลาที่เติมน้ำมันแล้วจะได้ปริมาณมากกว่าช่วง 09.00-22.00 น.เพราะว่าน้ำมันจะยังคงรูปแบบอยู่หรือขยายตัวเพียงเล็กน้อยซึ่งจะประหยัด กว่าช่วง 09.00-22.00 น.อยู่ 2-5เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เช่น ช่วง 09.00-22.00 น.เติมเต็มถัง 40ลิตร แต่ถ้าเติมช่วง 00.00-06.00 น.เต็มถังจะประมาณ 37.5-38.5 ลิตร และถ้าเติมช่วง 22.00-00.00 น.หรือ 06.00-09.00 น.เต็มถังก็แค่ 38-39 ลิตร ก็ลองคำนานดูราคาน้ำมันปัจจุบันดูเองครับว่าประหยัดได้กี่บาทกี่เปอร์เซ็นต์ คนส่วนมากมักจะเติมน้ำมันหลังเลิกงานก่อนเข้าบ้านช่วง 17.00-20.00 น.อันนี้ถ้าเป็นคนช่างสังเกตุหน่อยจะพบว่าตอนเช้าขีดระดับน้ำมันจะตกลงต่ำ กว่าตอนที่มาจอด และถ้าเติมตอน 06.00 น.(แต่ไม่เต็มถัง)ขับไปทำงานตอนเที่ยงจะออกไปทานข้าวจะพบว่าขีดระดับจะสูง ขึ้นกว่าตอนที่มาจอด อันนี้ผมก็ลองทำแล้วพบว่าเป็นจริงทุกประการ ที่สำคัญคือเวลาเติมน้ำมันเด็กปั๊มมักจะขี้เกียจทอนเศษเงินจึงมักกดยัดเยียด แก๊กๆๆๆๆจนล้นหรือจนพอใจโดยที่จ้าวของรถก็ไม่สนใจ เช่นที่ 487บาทหัวเติมก็ตัดแต่เด็กปั๊มมักจะเข้นให้ถึง 500 บาทเป็นต้น อย่าลืมว่าถังน้ำมันจะมีรูหายใจหรือรูระบายแรงดันในถังการเติมน้ำมันมากเกิน ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆเพราะพอมันขยายตัวน้ำมันก็จะถูกปล่อยทิ้งออกไปตอนที่ รถวิ่งหรือกระแทก อันนี้ควรสนใจกันบ้างเติมแค่หัวจ่ายตัดหรือเลยไปไม่เกิน 5 บาทก็ยังไม่เสียหาย เพราะจุดนี้เป็นจุดที่เสียหายมากๆเลยกับการเติมน้ำมันมาปล่อยทิ้งเจ้าของ ปั๊มได้กำไรจากยอดขายที่สูงขึ้น แต่เราขาดทุนเพราะเติมน้ำมันมาทิ้งประมาณครึ่งลิตร
2.ลำดับต่อมาก็มา ที่ขั้นตอนการสตาร์ทรถและอุ่นเครื่อง ทำไมต้องอุ่นเครื่องก็เพราะว่าเครื่องยนต์ที่ดีและสึกหรอน้อยที่สุดประหยัด ที่สุดจะทำงานอยู่ในช่วง 90-95 เซลเซียส แต่ด้วยความเร่งรีบของสังคมปัจจุบันทำให้คนส่วนใหญ่มักจะขึ้นรถสตาร์ท เครื่องติดแล้วก็ขับออกไปเลยขณะที่เครื่องเย็นอยู่การหล่อลื่นจึงยังไม่ สมบูรณ์ทำให้ต้องใช้กำลังฉุดลากมากกว่าปกตินอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้วยัง สึกหรอมากด้วย บางคนก็ใจเย็นเหลือเกินติดเครื่องทิ้งไว้นาน 4-5นาทีกว่าจะออกรถซึ่งก็อาจจะเกินความจำเป็นไปหน่อยมันดีต่อเครื่องยนต์แต่ ก็สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ และวิธีที่เหมาะสมของการอุ่นเครื่องคือ ต้องปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดก่อนสตาร์เครื่อง(ลดโหลดของเครื่องยนต์ให้ น้อยที่สุด)และต้องอุ่นเครื่องไว้ 30-60 วินาทีในหน้าร้อนหรือ 45-90 วินาทีในหน้าหนาวหรืออากาศเย็นให้เข็มความร้อนขึ้นมาถึงขีดต่ำสุดก็เพียงพอ แล้วจากนั้นจึงค่อยเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการ บางคนจะถามว่าแล้วขับมาจอดซักพักเครื่องยังร้อนอยู่เวลาจะขับอีกต้องอุ่น เครื่องหรือเปล่า อันนี้ก็ถือว่ายังจำเป็นอยู่เพื่อให้เวลากับน้ำมันหล่อลื่นที่ค้างอยู่ใน ส่วนต่างๆของระบบที่เริ่มมีความแตกต่างกันของอุณหภูมิกันแล้วได้กลับไปหมุน วนถ่ายเทความร้อนซึ่งกันและกันเพื่อจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง เพียงแต่ระยะเวลาในการอุ่นเครื่องใช้แค่ 10-15 วินาทีก็เพียงพอแล้ว
3.การ ออกตัว หลายคนยังเป็นประเภทถ้าไม่ได้ยินเสียงล้อบดถนนตอนออกตัวแล้วไม่สบายใจ การออกตัวเป็นหัวใจสำคัญของการประหยัดและลดการสึกหรอด้วยเช่นกัน เพราะเกียร์ 1 คือเกียร์ที่กินน้ำมันมากเป็นอันดับสองรองจากเกียร์ถอยหลัง เพราะต้องใช้แรงฉุดอย่างมหาศาลที่จะลากตังถังจากหยุดนิ่งให้เคลื่อนตัว การออกตัวแรงๆนอกจากจะเปลืองเชื้อเพลิงแล้วยังสึกหรอมาด้วยทั้งยางและ เครื่องยนต์ ดังนั้นการออกตัวที่ดีจึงควรทำอย่างนิ่มนวลที่สุด เกียร์ออโต้ก็ควรค่อยๆปล่อยเบรคและกดคันเร่งเบาๆอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความเร็ว ส่วนเกียร์ธรรมดาก็ค่อยไปล่อยครัชท์แล้วกดคันเร่งเลี้ยงรอบเครื่องไว้ที่ 1000-1200 รอบ ทำได้ดังนี้ก็จะนิ่มนวลประหยัดและสึกหรอต่ำ ไม่ควรออกตัวด้วยเกียร์ 2 มันให้อัตราเร่งสูงกว่าก็จริงแต่การจ่ายน้ำมันก็มากไม่ต่างจากเกียร์ 1 เท่าไหร่แต่ต้องแลกมาด้วยความสึกหรอของเครื่องยนต์ที่มหาศาลเครื่องจะหมด กำลังอัดเร็วกว่าปกติมาก สุดท้ายก็ยิ่งเปลืองน้ำมันแถมควันกลบตูดอีกต่างหาก ไม่นานก็ต้องบูรณะครั้งใหญ่ซึ่งจะเร็วกว่าพวกที่ใช้ตามปกติเป็นแสนกิโลเมตรหรือ กว่า 2ปีเลยทีเดียว(เสียตังค์โดยใช่เหตุ)
4. การขับขี่ หลังจากออกตัวมาแล้วก็ต้องเร่งเครื่อง เกียร์ออโตก็ได้พูดไปแล้วคือกดคันเร่งลงอย่างนิ่มนวลต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และควรใช้ O/D ในความเร็วสูงซึ่งจะทำให้รอบต่ำลงมาช่วยประหยัดน้ำมัน ส่วนปุ่ม ETC นั้นถ้าไม่ได้เข่งกับใครก็ไม่ควรจะใช้บ่อยนักเพราะมันก็คือการลากเกียร์นั่น เองซึ่งจะทำให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น เปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นก็ยังส่งผลต่ออายุงานของเกียร์ด้วย ที่นี้มาว่ากันที่เกียร์ธรรมดา การเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นควรจะทำให้เร็วที่สุดและไปถึงเกียร์สูงสุดไวที่สุด โดยการใช้รอบเครื่องเป็นหลักและไม่ควรลากรอบเครื่องสูงเกินไป ดังนี้
4.1 เครื่องขนาดไม่เกิน 1800CC ควรเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นทันทีที่ 2000 รอบ ลดเกียร์ต่ำลงทันทีที่ 1000-1200 รอบ และเลี้ยงความเร็วที่เกียร์สูงสุดไว้คงที่ที่ 2000-2200 รอบ(จุดใดจุดหนึ่ง)
4.2 เครื่องขนาด 1800-2200CC ควรเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นทันทีที่ 2200-2500 รอบ ลดเกียร์ต่ำลงทันทีที่ 1200-1400 รอบ และเลี้ยงความเร็วที่เกียร์สูงสุดไว้คงที่ที่ 2200-2500 รอบ(จุดใดจุดหนึ่ง)
4.3 เครื่องขนาดมากกว่า 2200CC ควรเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นทันทีที่ 2500-2700 รอบ ลดเกียร์ต่ำลงทันทีที่ 1300-1500 รอบ และเลี้ยงความเร็วที่เกียร์สูงสุดไว้คงที่ที่ 2500-2700 รอบ(จุดใดจุดหนึ่ง)
4.4 เครื่องที่แบกหอยหรือเทอร์โบมาด้วยก็บวกจากที่กล่าวมาไปอีกไปอีก 500 รอบ
4.5 เครื่องยนต์ที่เป็นดีเซลซึ่งมีแรงบิดสูงกว่าเครื่องเบนซินก็จะใช้รอบแบบเดียวกับข้อ 4.1
4.6 เครื่องยนต์ที่เป็นดีเซลที่แบกหอยหรือเทอร์โบมาด้วยก็จะใช้รอบแบบเดียวกับข้อ 4.2
ดัง นั้นจะเห็นได้ว่าความเร็วที่เกียร์สูงสุดที่ประหยัดน้ำมันและสึกหรอต่ำสุด จะแตกต่างกันไปตามขนาดและประเภทของเครื่องยนต์ ส่วนที่ทางการประชาสัมพันธ์ว่าความเร็วที่ประหยัดและสึกหรอต่ำอยู่ที่ 60-90 กม./ชม.นั้นคือรุ่นขนาดเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 1,800 CCและเครื่องดีเซลครับเพราะรถกลุ่มนี้คือรถที่มำจำนวนมากที่สุดในบ้าน เรา ส่วนกลุ่มที่เครื่องยนต์มีขนาดใหญ่หรือติดเทอร์โบความเร็วก็จะสูงขึ้นไปตาม ลำดับเช่นเครื่องขนาด 2,000 CC ความเร็วประหยัดน้ำมัน(แต่ไม่สูงสุด)อยู่ที่ 110 กม./ชม.เป็นต้น การขับขี่ที่ดีควรรักษาความเร็วที่คงที่ไว้อย่างเสถียรภาพมากที่สุดเท่าที่ทำได้(อันนี้พวกรถที่มีการตั้งความเร็วอัตโนมัติจะได้เปรียบ)
5. ความเร็วปลายหรือความเร็วสูงสุดในการเดินทาง ถ้ามีการวิ่งระยะยาวๆไกลๆและต้องการใช้ความเร็วสูงแต่ประหยัดน้ำมันและการ สึกหรอต่ำ อันนี้ต้องอาศัยธรรมชาติเรื่องแรงเสียดทานและแรงโน้มถ่วงมาช่วย ซึ่งจะใช้ได้เฉพาะรถคันโตๆน้ำหนักมากๆเท่านั้น จะมีจุดๆหนึ่งที่หน้ายางจะสัมผัสถนนเต็มหน้าพอดีและตั้งฉาก(ไม่เหมือนกับที่ เห็นว่าเหมือนยางแบนตอนจอดอยู่) คือเหมือนว่าน้ำหนักตัวของรถน้อยลงนั่นคือจุดที่ก่อนที่รถจะลอยตัว(แต่ชาว บ้านมักเรียกรถลอยตัว)ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่รถยังคงเสถียรภาพการเกาะถนนอยู่ รถแต่ละรุ่นจะได้ความเร็วที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถและตัว สปอยด์เลอร์ที่ติดมา จุดนี้หาได้โดยค่อยๆกดคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่งจะพบ ว่าความเร็วรถจะเพิ่มขึ้นเองอย่างรวดเร็วจนต้องถอนคันเร่ง เช่นโดยทั่วไปรถขนาด 2000-2200CC จะอยู่ที่ 130-150 กม./ชม.เมื่อหาความเร็วดังกล่าวได้แล้วเวลาที่เดินทางก็ควรใช้ความเร็วนั้นๆ ส่วนที่บอกว่าไม่เหมาะกับรถเล็กๆนั้นก็เพราะว่าน้ำหนักรถน้อยถ้าขับเร็วก็จะ เกิดแรงต้านจนหนีศูนย์ยิ่งเปลืองเชื้อเพลิงและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และความเร็วที่ว่าของรถเล็กๆก็อยู่ราวๆ แค่110-120 กม./ชม.เท่านั้น ยิ่งบางคนไปติดสปอยด์เลอร์มาท่านทราบหรือไม่ว่าสปอยด์เลอร์จะเริ่มทำงานเกิด แรงกดและลมหมุนวนจนเกิดแรงส่งที่ความเร็วเกิน 120 กม./ชม.ขึ้นไป ดังนั้นการใส่สปอยด์เลอร์ในรถเล็กๆจึงเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้รถและเปลือง เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ในรถเล็กนั้นนอกจากความสวยงามและประดับไฟเบรคแล้วสปอยด์เลอร์ก็ไม่ได้ช่วย อะไรเลยเพราะจะเกิดแรงหนีศูนย์ก่อนสปอยด์เลอร์จะทำงานแทนที่จะช่วยในการทรง ตัวกับไปเสริมแรงส่งหนีศูนย์ไปอีก รถเล็กที่ติดสปอยด์เลอร์ในความเร็วสูงจึงควบคุมยากกว่ารถที่ไม่ติด สปอยด์เลอร์ครับ บางคนก็เถียงว่าถ้ามันไม่ดีทำไมมันติดตั้งมาจากโรงงานเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องทางธุรกิจครับแต่รุ่นเดียวกันไม่ติดก็มี ผมเคยไปซื้อรถที่บอกว่าแถมสปอยด์เลอร์ด้วยผมบอกว่าถ้าผมไม่เอาสปอยด์เลอร์ นี่จะลดราคาให้ผมเท่าไหร่ คำตอบคือ 10000 บาทครับผมก็เลยให้เขาถอดออก ท่านก็ลองพิจรณาดูเองก็แล้วกันเพราะถ้าผมอยากติดจริงๆผมมาหาข้างนอกทำสีด้วย ก็ไม่เกิน 5000 บาทหรอกครับ ยิ่งบางรุ่นก็บังคับมาเลยถอดไม่ได้เพราะเจาะรูไว้แต่เราเป็นคนจ่ายตังค์นะ ครับอย่าลืม การเดินทางไกลควรหยุดพักรถทุก 2 ชม.หรือ 200 กม.การหยุดแต่ครั้งไม่ควรต่ำกว่า 15 นาทีควรจอดในที่ร่มและเปิดฝากระโปรงหน้าไว้เพื่อให้น้ำมันเครื่อง/น้ำมัน เกียร์หรือน้ำมันเบรคได้คายความร้อนจะได้กลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง
6. การเบรค ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการเบรคที่รุนแรงทางที่ดีควรใช้การลดความเร็วและ การลดเกียร์ลงมาเรื่อยๆ พูดง่ายๆก็ใช้ความเร็วให้เหมาะสมนั่นแหละ เพราะการเบรคที่รุนแรงนอกจากการสึกหรอของระบบเบรคแล้ว ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค้างในห้องเผาไหม้จำนวนมาก(เพราะปล่อยคันเร่งทันที ทันใด)ที่อาจจะซึมผ่านไปผสมกับน้ำมันเครื่องส่งผลให้น้ำมันเครื่องเสื่อม สภาพเร็วกว่าปกติและส่งผลต่อการสึกหรอของเครื่องยนต์ตามมา
7. การถอยรถ ในรถเกียร์อัตโนมัติคงไม่มีปัญหาเท่าไหร่กับการถอยหลังเพราะยังไงก็ต้องหยุด รถให้สนิทอยู่แล้วจึงจะโยกเข้าเกียร์ถอยหลังได้ แต่ในรถเกียร์ธรรมดาควรทำอย่างไร สิ่งที่ควรทำก็คือทำแบบเกียร์อัตโนมัติเขาโดยเหยียบเบรคให้รถหยุดสนิทก่อน แต่ถึงแม้รถจะหยุดสนิทแล้วก็ควรทิ้งระยะเวลาไว้เล็กน้อยประมาณ 3-5 วินาทีก่อนเข้าเกียร์เพื่อให้เวลากับเพลาหรือเฟืองที่ยังมีแรงเฉื่อยอยู่ได้ หยุดหมุนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเมื่อต้องหมุนไปอีกทางในทางกลับกันก็จะเกิดการสึกหรออย่างมากและ ยังเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นที่ต้องใช้แรงฉุดมากขึ้นหรือบางทีก็ส่งเสียงแก๊ก ๆออกมาทีเดียว ที่ผมทำอยู่ก็ใช้การนับในใจ 1......2.....3.....4.......5 แล้วจึงเข้าเกียร์ถอยหลังซึ่งจะไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา โดยทั่วไปแล้วเกียร์ถอยหลังจะมีอัตราทดและแรงมากที่สุดกว่าทุกเกียร์(มีไม่ กี่รุ่นที่ทำเกียร์ 1 สูงกว่าเกียร์ถอยหลัง)ดังนั้นจึงเป็นเกียร์ที่ใช้น้ำมันมากที่สุดจึงควร นิ่มนวลในการเร่งและปล่อยครัชท์มากที่สุด
8. การจอดรถ ก่อนถึงที่หมายซัก 100-200 เมตรควรปิด AC หรือคอมเพรสเซอร์ของแอร์เหลือไว้เฉพาะพัดลมเพราะยังคงมีความเย็นในระบบอยู่ การกระทำดังกล่าวนอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว พัดลมยังช่วยเป่าไล่ความชื้นออกจากตู้แอร์ทำให้ไม่มีกลิ่นอับชื้น ความชื้นในตู้แอร์หมดไปการผุกร่อนของตู้แอร์และระบบก็ลดลง ซ้ำยังไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรค-เชื้อราโดยเฉพาะเชื้อริโอจีอีโบลา(ที่ กำลังดังเพราะคร่าไปหลายชีวิตแล้ว) เมื่อถึงที่หมายและรถจอดสนิทแล้วก็ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ฟังเสียงว่าพัดลมไฟฟ้าทำงานอยู่หรือเปล่าควรปล่อยให้พัดลมทำงานจนหยุดก่อน จึงดับเครื่องยนต์ อย่าลืมดึงเบรคมือขึ้นด้วยไม่งั้นมีสิทธิ์เป็นข่าวได้เหมือนกัน ที่เห็นมามากคือมักจะเบิ้ลเครื่องหรือเร่งเครื่องขึ้นไปรอบสูงๆก่อนดับ เครื่องโดยเข้าใจว่าจะทำให้เครื่องติดง่ายในครั้งต่อไปอันนี้อันตรายต่อ เครื่องยนต์มาก เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงจะตกค้างและปนไปอยู่กับน้ำมันเครื่องทำให้น้ำมัน เครื่องเสื่อมสภาวะการหล่อลื่นสึกหรอมากขึ้น แถมน้ำมันที่ค้างก็เหมือนการทิ้งไปเปล่าๆ
9. ต่อมาก็เป็นเรื่องลมยาง ควรจะตรวจเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 10 วันครั้ง ที่ผมทำอยู่คือเพื่อกันลืมผมจะเช็ควันที่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์ครับ ลมยางก็ต้องได้ตามที่บริษัทผู้ผลิตเขาแนะนำซึ่งส่วนใหญ่จะมีในคู่มือหรือบาง รุ่นก็ติดไว้ให้ตามขอบประตูที่รถให้เลย ถ้าลมยางอ่อนเกินไปก็จะทำให้รถซดน้ำมันมากขึ้นและขอบยางก็จะสึกมากขึ้นอายุ ยางก็ลดลง แต่ถ้าแข็งเกินไปมันประหยัดน้ำมันก็จริงแต่ยางก็จะสึกตรงร่องกลางๆมากเสื่อม เร็วเช่นกันซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบไปถึงลูกหมาก ลูกปืนที่จะกลับบ้านเก่าเร็วกว่าปกติ
10. สุดท้ายก็คงเป็นเรื่องการเก็บสัมภาระไว้ในรถ ไม่ควรเก็บของไว้ในรถมากเกินไปควรเก็บที่จำเป็นจริง(แต่ส่วนใหญ่มักอ้างว่า จำเป็น) เพราะของที่ใส่ในรถก็เป็นการเพิ่มน้ำหนักรถก็ทำให้กินน้ำมันโดยใช่เหตุเช่นกัน
นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นๆอีกเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการเดินทางเช่นการศึกษาเส้น ทาง การเลือกเส้นทางในการเดินทาง ให้หลีกเลี่ยงเส้นทางที่รถติด(มากๆ)หรือเลือกใช้เส้นทางที่ใกล้ที่สุด เป็นต้น สิ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้คงบังคับให้ปฎิบัติไม่ได้หรือทำทั้งหมดก็คงยาก แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆมันก็จะเป็นนิสัยแล้วค่อยเพิ่มสิ่งที่ยังไม่ไดทำเข้าไป เรื่อยๆ สุดท้ายวันหนึ่งคุณจะพบว่าตัวเองเป็นคนขับรถที่ดี ประหยัดน้ำมันและรถที่ใช้งานอยู่ก็ทนทานไม่จุกจิกเหมือนรถข้างๆบ้านที่ออกมา พร้อมๆกัน ว่างๆก็ช่วยไปบอกต่อเขาหน่อยก็แล้วกันนะครับ

Frontier 3.0 ZDI รถดีไม่มีโปรฯ

ผู้ที่เริ่มต้นตั้งตัวทำมาหากิน หรือผู้ที่มีงบประมาณน้อยแต่อยากจะหารถไว้ใช้งานซักคัน ผมไม่สนับสนุนให้ออกรถใหม่จากห้างซักเท่าไหร่ เพราะต้องจ่ายแพงโดยไม่จำเป็น เช่นรถกระบะใหม่หนึ่งราคาเงินสดประมาณ 600,000-700,000 บาท หากผ่อนก็ต้องบวกดอกเบี้ยเพิ่มไปอีก ประมาณ 200,000 บาท รวมๆแล้วเกือบล้านได้มาแล้วก็เสียดายไม่กล้าใช้กลัวจะเก่าเร็ว.. แต่ถ้าใครมีเงินและพอใจจะจ่ายก็ไม่ว่ากันครับ แต่ถ้าหากว่าเห็นด้วยกับข้อนี้ อยากให้คุณลองมองรถมือสองที่มีสภาพดีๆ อายุไม่มากและพร้อมใช้งานมาใช้ซักคันจะดีมั๊ย เพราะในราคา 300,000-400,000 บาท จะได้รถในสภาพประมาณ 80-90 % หากจะใช้บริการเงินผ่อนก็ไม่น่าจะเกิน 600,000 บาท บวก ลบ คูณ หาร แล้ว ยังประหยัดเงินไว้เติมน้ำมันอีกประมาณ 200,000 บาทคุณว่าน่าจะดีกว่ากันมั๊ย แต่รถมือสองในราคาขนาดนี้และสภาพพดีๆ บอกก่อนเลยครับว่าไม่ใช่รถแบรนด์เนม อย่างที่โฆษณา แต่ยี่ห้อที่จะแนะนำเป็นรถที่มีใช้ในบ้านเรามานานและเป็นที่รู้จักกันดี แต่ช่วงหลังชักแผ่วหน่อยเพราะคงจะไม่เน้นโฆษณา รับรองได้ว่าคุณภาพไม่ด้อย และอาจจะดีกว่ายี่ห้อที่โฆษณาบ้าเลือดกันอยู่หลายยี่ห้อ ในเวลานี้ ใช่แล้วครับรถที่ผมอยากจะแนะนำคือ NISSAN Frontier 3.0 ZDI หลายท่านคงรู้จักดีอยู่แล้ว เพราะเป็นรุ่นที่ออกมาไล่เลี่ยกันกับ DMEX และ VIGO ซึ่งรุ่นนี้หากอยู่ในสภาพมือสองที่ไม่เก่ามากราคาเบาๆ ผ่อนสบายๆ ลองมาดูรายละเอียดกันก่อนตัดสินใจกับ นิสสันฟรอนเทีย 3.0 zdi ครับ
รูปลักษณ์ภายนอก ตัวถังใหญ่จนเกือบดูเทอะทะ ด้อยไปนิดด้านความทันสมัยและความสวยงาม แต่หากเกิดอุบัติเหตุน่าจะได้เปรียบเรื่องความปลอดภัย ส่วนสูงพอๆกับรถ 4x4 ทำให้ต้านลมนิดหน่อย แต่ก็ดูไม่น่าเกลียดเกินไปน่าจะไปได้ดีกับถนนโลกพระจันทร์ของบ้านเรา
ภายใน สวยงามหรูหรา เหมือนรถเก๋งครับ คอนโซลสีทูโทน ดูหรูกว่าเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน ห้องผู้โดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย เบาะนั่งปรับเอนลงได้จนเป็นแนวนอน เบาะนั่งสบายไม่ปวดหลังเวลาขับทางไกล บางคันจะมีเบาะหนังแท้มาให้ด้วย ลายไม้คอนโซลกลางและประตู 2ข้าง หน้าปัดขาว กลางคืนจะเรืองแสงสวยงาม มาตรวัดครบครัน มาตรวัดระยะทางรวมแบบดิจิตอล พวงมาลัยหุ้มหนังแท้(บางคัน)
เครื่องยนต์ 3,000 ซีซี ทวินแคม 16 วาล์ว ระบบไดเร็คอินเจ็คชั่น หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมด้วย คอมพิวเตอร์ 16 บิท 105 แรงม้า แรงน้อยไปนิดหากเทียบกับยี่ห้ออื่น ออกตัวอืดๆตามประสารถดีเซลไม่มีเทอร์โบ ช่วงเกียร์ 3-4 พุ่งดี ขึ้นเขาขึ้นทางชันแรงดีไม่มีตก ความเร็วปลายได้แค่ 165 km/h อัตราการสิ้นเปลืองนอกเมืองทำได้ที่ 18 กม./ลิตร ที่ความเร็ว 80-90 กม./ชม.เปิดแอร์,15 กม./ลิตรในเมือง ก็ถือว่าประหยัดใช้ได้ น้ำมันเครื่องเปลี่ยนทุกๆ 10,000 กม.(ทุกเกรด ศูนย์ฯ บอกมา)ช่วยประหยัดเงินได้อีกทาง เครื่องมีเพลาบาลานซ์ช่วยลดการสั่นสะเทือนและลดเสียงของเครื่องยนต์ ใช้โซ่ขับเพลาแคมชาร์พไม่ต้องกังวลเรื่องสายพาน ทนทานจริงไม่เคยมีปัญหาจุกจิก
ช่วงล่าง หน้าแบบทอร์ชั่นบาร์(ปีกนก) ให้ความนุ่มนวล หลังแบบคานแข็ง แหนบ โดดหน่อยๆ หากบรรทุกเข้าไปจะพอดี หรือไม่ต้องการบรรทุกและอยากขับนิ่มๆถอดแหนบบรรทุกตัวล่างออกก็นิ่มใช้ได้ เลย การทรงตัวพอใช้ ขับออกต่างจังหวัดไม่โคลงเวลาแซงรถใหญ่ แต่เกาะถนนสู้ช่วงล่างแบบคอยล์สปริง ปีกนกไม่ได้ ระบบแบรค หน้าดิสก์ หลังดรัม พร้อมระบบปรับแรงดันอัตโนมัติเมื่อต้องการเบรคแบบกระทันหันหรือบรรทุกหนัก ออฟชั่น แอร์ วิทยุ เทป พวงมาลัยเพาเวอร์ แม็ก15 นิ้ว กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมกรอบโครเมี่ยม กระจกหน้าต่างปรับไฟฟ้า ด้านคนขับขึ้นลงในสัมผัสเดียว พร้อมปุ่มล็อกกระจก ประตูด้านคนขับ เซ็นทัลล็อก กุญแจรีโมท ล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อกดรีโมทแล้วไม่เปิดประตูภายในเวลา มือจับประตูด้านนอกโครเมี่ยม ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ขนาดใหญ่พร้อมไฟตัดหมอกเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน (บางรุ่นมีเบาะหนังแท้ และพวงมาลัยหุ้มหนังแท้) อะไหล่ ไม่แพงที่ไหนก็มี แต่ขอแนะนำให้ใช้อะไหล่แท้นะครับเพื่อรักษาสมรรถนะและความ ปลอดภัยของรถไว้ อะไหล่บางตัวใช้ได้กับรุ่นที่ออกมาก่อนหน้า ประหยัดจริงๆครับ ราคา อยู่ระหว่าง 350,000 - 420,000 บาท ขึ้นอยู่กับปีรถ
สรุป หากต้องการได้รถกระบะที่คุ้มค่า คุ้มเงิน ก็ลองเปรียบเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน ก่อนตัดสินใจนะครับ ลองทำใจให้เป็นกลางไม่ยึดติดกับยี่ห้อและคำโฆษณาดูครับ แล้วคุณจะพบว่า คุณภาพที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องโปรโมท และราคาสมเหตุสมผลไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไอ้ที่บอกปากต่อปากว่า ทน ทน มันอยู่ที่คนใช้ครับ ถ้าบำรุงรักษาไม่เป็นมันก็พังทุกยี่ห้อล่ะครับ ยี่ห้อที่บอกว่าประหยัดสุด ลองเหยียบสัก 140-160 ดูสิครับกินกว่ารุ่นอื่นๆอีกเพราะแรงมันน้อยเหยียบมากเครื่องพังเร็วอีก ผมว่าฟรอนเทียตัวที่คุณนั่งอ่านอยู่นี้ ราคาถูก ออฟชั่นครบ เครื่องทน คุณจะเอาอะไรอีก?


วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Jeep ชื่อนี้มีตำนาน

ทุกวันนี้บนท้องถนนบ้านเรามีรถยนต์มากมายหลากหลายแบบ แต่ละรุ่นถูกออกแบบและสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ใช้งานแตกต่างกันไป ตามแต่บริษัทผู้ผลิต และทีมวิศวกรของแต่ละค่ายจะออกแบบสร้างกันออกมา เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในการขาย ตามยุคสมัย ค่านิยมและตามความต้องการ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดนิ่ง รถยนต์บางรุ่นออกสู่ตลาดแล้วก็ค่อยๆหายไปกับกาลเวลาไม่มีอะไรให้จดจำ แต่ยังมีรถยนต์อยู่ยี่ห้อหนึ่งที่ยังคงมีคนกล่าวขานถึง และหากใครที่มีอยู่ในครอบครองแล้วขับออกมาวิ่งกินลมรับรองได้ว่าคนที่พบเห็นต้องมองเหลียวหลังพร้อม กับคิดว่าไปขุดมาที่ไหนกันหนอ แล้วดูแลรักษาอย่างไรถึงยังวิ่งอยู่ได้และอยู่ในสภาพดี ใช่แล้วครับผมกำลังพูดถึงรถ Jeep ซึ่ง ผมคิดว่าไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ เพียงแค่มองเห็นก็สามารถบอกได้ว่ารถชนิดนี้ เรียกว่ารถอะไร เพราะแม้แต่ผู้ที่ผลิตรถของเล่นเด็ก ยังไม่ลืมที่จะผลิตรถ Jeep ออกมาเอาใจเด็กๆ สงสัยหรือไม่ว่ารถ Jeep ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดแล้วชื่อ Jeep มีที่มาอย่างไร ใครเป็นคนตั้ง ข้อกังขาเหล่านี้ทำให้ผมต้องลงมือสืบค้นหาข้อมูล จากแหล่งต่างๆมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับแฟนพันธุ์แท้ ที่รักยานยนต์ยี่ห้อระดับตำนานนี้

Jeep ชื่อนี้มีที่มา
เริ่มต้นในปี 1939 ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ มีความต้องการจัดหารถยนต์อเนกประสงค์ ประจำการในกองทัพเพื่อใช้ในราชการสงครามแทนรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างและรถยนต์อื่นๆที่ใช้อยู่ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่1 จึงได้มีการประกาศเปิดประมูลและให้บริษัทเอกชนผลิตป้อนกองทัพ โดยกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการคร่าวๆ ดังนี้

1. สามารถบรรทุกน้ำหนัก 600 ปอนด์ น้ำหนักโดยรวมของตัวรถ ต้องน้อยกว่า 1200 ปอนด์ มีที่โดยสารสำหรับ3คน
2. ความกว้างของล้อต่ำกว่า 75 นิ้ว กระจกบังลมสามารถปรับขึ้นหรือพับลงได้ เพื่อให้ติดตั้งปืนกลได้
3. มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และสามารถทำความเร็วได้ ที่ 60 ไมล์ต่อ ชั่วโมง

มีมากกว่า 135 บริษัทที่เข้าร่วมการประมูล แต่มีพียง 3บริษัท ที่สามารถที่จะผ่านข้อกำหนดและมีคุณสมบัติพร้อม คือบริษัท แบนแทม Bantam, วิลลี่ โอเวอร์ แลนด์ Willy-Overland, และ ฟอร์ด มอเตอร์ Ford motor
ปี 1940 ทั้ง 3 บริษัท ได้เริ่มดำเนินการผลิตรถต้นแบบออกมา โดย แบนแทม ผลิต Bantam Blitzbuggy วิลลี่ โอเวอร์ แลนด์ ผลิต Old Number Oneและ ฟอร์ด ได้ผลิต Ford Pygmy ออกมาเพื่อนำเข้าประมูลแข่งขัน
ในครั้งนั้นวิลลี่ โอเวอร์ แลนด์ ชนะการประมูลแต่ก็ต้องหันมาร่วมมือกับ ฟอร์ด เพื่อผลิตเป็น Mass production ให้ทันกับความต้องการที่จะใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกำลังเริ่มต้นขึ้น และนี้คือจุดเริ่มต้นของตำนาน Jeep ส่วนที่ว่าใครเป็นเจ้าของแบบคนแรกไม่มีบทสรุปที่แน่นอนบ้างก็ว่าเป็นบริษัทแบนแทม บ้างก็ว่าเป็นของ วิลลี่ แต่ก็สามารถพูดได้ว่ารถ Jeep เป็นรถสายพันธ์ที่เกิดจากความคิดและความสามารถของคนอเมริกัน อย่างแท้จริง จนบางคนให้ฉายาว่า อเมริกัน ฮีโร่
สำหรับชื่อ Jeep ไม่มีใครสามารถยืนยันได้แน่นอนว่ามีที่มาจากที่ใดหรือใครเป็นคนตั้งแต่มีการกล่าวว่าเพี้ยนมาจาก ชื่อรุ่น G.P ซึ่งบางคนคิดว่าย่อมาจาก General Purpose แต่จริงๆแล้วย่อมาจาก “ G” = GovernmentและPมาจาก รหัสของรุ่นรถที่มีขนาดฐานล้อ 80 นิ้ว ขับเคลื่อนสี่ล้อ
ปี 1942 บริษัท Ford ได้รับคำสั่งซื้อและให้ออกแบบและผลิตJeep รุ่นสะเทินน้ำสะเทินบกออกมาจำนวนหนึ่ง โดยเรียกรุ่นนี้ ว่า SEEP แต่ผลิตออกมาจำนวนไม่มากนักและใช้ใน สงครามเท่านั้น
ต่อมาในปี1945 Jeep รุ่นแรกที่ผลิตเพื่อขายให้ประชาชนทั่วไป เริ่มผลิตโดยใช้ชื่อรุ่น CJ2A โดยชื่อรุ่น CJ มาจากคำว่า “Civilian Jeep”หรือ Jeep ของพลเรือนและผลิตรุ่นต่อๆมาโดยใช้ชื่อรุ่น CJ3As และCJ3Bs และผลิตมาจนถึงปี 1968

CJ-2A
รถJeep รุ่นแรกๆ มีสัญลักษณ์ ทีสำคัญคือ กระจังด้านหน้าจะแบนเรียบ และต่อมาได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในรุ่นCJ4 ซึ่งผลิตในปี1951ซึ่งถือได้เป็นรอยต่อระหว่างJeep รุ่นหน้าแบนและหน้ามน หรือที่ในบ้านเราเรียกกันว่า Jeep หน้ากบ
ปี 1952 เริ่มผลิต M-38A1 สำหรับราชการสงคราม อีกครั้ง
ต่อมาในปี 1954ได้เริ่มผลิตรุ่น CJ-5 สำหรับรุ่นพลเรือน CJ-5 ได้ รับความนิยมและอยู่ในสายการผลิตมากกว่า 30 ปี ซึ่งยาวนานมากกว่ารุ่นใดๆ จนถึงปี 1983 จึงหยุดสายการผลิต และในระยะเวลานั้นได้มีการแก้ไขเล็กๆน้อยๆ และเรียกชื่อรุ่นว่า CJ6 โดยขยายฐานล้อ เป็น101- 104 นิ้ว ตามลำดับแต่รุ่น CJ6 ขึ้นสายการผลิตได้ไม่นานก็ถูกแทนที่ ด้วยรุ่น CJ7 ซึ่ง เป็นรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยเริ่มสายการผลิต ในปี 1976 และผลิตต่อเนื่องมาอีก 10ปี , ต่อมาในปี 1981 ถึง 1986 Jeep ได้ผลิต CJ-8 โดยเรียกชื่อรุ่นว่า Scrambler ซึ่งมีหน้าตาและลักษณะคล้ายคลึงกับ ปิคอัพในบ้านเราในปัจจุบันเพียงแต่หัวเป็นรถ jeep
และในปี 1987 รุ่น CJ-7.ได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยเปลี่ยนไฟหน้าเป็นสี่เหลี่ยม และเรียกชื่อรุ่น YJ หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Wrangler. แล้วผลิตต่อมาอีก 10 ปี แล้วเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น TJ ซึ่งมีลูกเล่นและรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเช่นเริ่มใช้คอล์ยสปริงเข้สมาแทนปแหนบแผ่นและมีการใส่ Air Bag และ Option อื่นๆ เข้าไป โดยตลอดเวลา 50 ปี Jeep ยังได้ผลิตรถยนต์อื่นๆออกมาอีกหลากหลายรูปแบบทั้ง แบบ SUV , Pick up และรถ VAN
ากเราหันมาดูประวัติของบริษัทผู้ผลิตรถ Jeep จากอดีตจนถึงปัจจุบัน บริษัท Jeep ได้ถูกเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นและผู้บริหารมาอย่างน้อยก็ 3 ครั้ง ดังนี้
ปี 1953 กลุ่มไกเซอร์ Kaiser ซื้อ Willys-Overland แล้วตั่ง ชื่อใหม่ว่า Kaiser-Jeep
ปี 1970 อเมริกัน มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น American Motors Corporation (AMC) ซื้อ Kaiser-Jeep,
ต่อมา อีก 17 ปีคือในปี 1987 Chrysler ก็ได้ เข้ามาซื้อกิจการ ของ AMC. และในปัจจุบัน Chrysler ก็ได้รวมกับ Mercedes เป็น Daimler-Chrysler Corporation. ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของชื่อ Jeep มาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน Jeep เองมีรถรุ่นล่าสุดผลิตอยู่3 รุ่นคือ กลุ่ม Wrangler (TJ) ซึ่งยังคงความเป็นJeep แบบไม่มีหลังคาอยู่ นอกจากนี้ก็มีรุ่น LIBERTY (KJ), และ CHEROKEE และGRAND CHEROKEE (XJ)
จากอดีตจวบจนปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ารถ Jeep เป็น รถยนต์ ที่ออกแบบและสร้างตาม แนวความคิด และจุดประสงค์เพื่อใช้ในสงคราม ดังนั้นทุกๆชิ้นส่วนจึงออกแบบบนเพื้นฐานของความเรียบง่ายด้วยต้นทุนต่ำ ซ่อมบำรุงง่าย ทนทรหด และหลังจากที่ผลิตเพื่อใช้ในสงคราม บริษัทผู้ผลิตก็ได้เริ่มผลิตรุ่นสำหรับประชาชนออกมาเพื่อใช้ในงานทั่วไปใน ไร่หรืองานก่อสร้าง ทั้งนี้ ขอให้มองช่วงเวลาที่รถJeep เริ่มทำตลาดอยู่ในอเมริกานะครับว่าคือ เมื่อ30- 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประเทศสหรัฐเองก็อยู่ในช่วงที่กำลังสร้างประเทศไม่ได้เป็นประเทศร่ำรวยเหมือนในปัจจุบัน
จุดหนึ่งที่น่าสนใจและเราน่าจะเรียนรู้จากประวัติ ของรถ Jeep ก็คือ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่ ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่2 อย่างยับเยิน และอยู่ในช่วงฟื้นฟูประเทศ รถ Jeep ก็ได้ถูกนำมาผลิตโดยบริษัท มิซูบิชิ โดยอาศัยแบบจากรุ่น M38 หรือ CJ3B มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบและพัฒนา และรถJeep เหล่านี้ก็ถูกขายเข้ามาในตลาดเอเชีย อาคเนย์ และได้รับความนิยมมากในประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศไทยของเรา และบางส่วนก็ถูกนำไปใช้ในสงครามเวียดนามด้วย นอกจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นประเทศซึ่งเป็นผู้นำในวงการรถยนต์ ระดับโลกไปแล้วยังมีอีกอย่างน้อย 2 ประเทศ ที่มีการผลิตรถยนต์ชนิดนี้และพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ได้แก่เกาหลีใต้ โดยมีการนำเข้าไปผลิตโดยกลุ่ม SangYong Motor โดยใช้ชื่อว่า Korando และอีกประเทศหนึ่งคือ ประเทศอินเดีย ซึ่งมีการนำรถ Jeep ไปผลิตในนามของ Jeep MAHINDRA (มาฮินดา) เป็นเวลามากกว่า 20 ปี โดยช่วงแรกๆJeep อินเดีย ก็อาศัย เทคโนโลยีบางส่วนจากญี่ปุ่นและอเมริกา ต่อมาก็สามารถผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นของตัวเองแถมยังมีการพัฒนาออกแบบ ให้เหมาะสมกับการใช้งานและยังคงทำการผลิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเรียกได้ว่าอินเดียเองก็สามารถเรียนรู้และพัฒนาการผลิตรถยนต์มาจากรถJeep และสามารถผลิตชิ้นส่วนได้เองเกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ จากจุดเด่นในการออกแบบที่ง่ายและไม่ซับซ้อน ทำให้ประเทศที่มีความต้องการรถยนต์เพื่องานแต่ ยังไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ด้วยตนเองในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลือกรถ Jeepมา เป็นรถยนต์รุ่นแรกๆในการที่จะเริ่มผลิตรถยนต์เพื่อใช้เองในประเทศ เพราะการออกแบบที่ไม่สลับซับซ้อนมากและเหมาะสมกับการใช้ในงานกสิกรรม ที่ต้องวิ่งลงท้องไร่ท้องนา หรือถนนที่ทุรกันดารและที่สำคัญผู้ใช้รถก็สามารถที่จะซ่อมบำรุงและดูแลรักษา ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยศูนย์บริการ จึงทำให้รถ Jeep สามารถสร้างความประทับใจให้กับใครก็ตามที่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของหรือ เคยขับหรือแม้แต่โดยสารมันผ่านทางที่ทุรกันดาร ในอดีตที่ผ่านมา
ในช่วง10-15 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเราเองก็เคยมีคนที่คิดทำรถ Jeep ออกมาจำหน่าย โดยอาศัย แชสซีส และชิ้นส่วนช่วงล่าง จาก รถปิคอัพเก่าจากญี่ปุ่น โดยท่านสามารถเห็นรถJeep เหล่านี้ได้ตามเมืองท่องเที่ยวเช่นชายหาด พัทยา หรือชายหาดต่างๆ ที่มีรถ Jeep ให้ฝรั่งเช่าขับเล่น ซึ่งผู้ที่ผลิตจำหน่าย และมีเชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ รถ Jeep จาก อู่ เปียก ระยอง ซึ่งในตอนนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ายังทำการผลิตอยู่หรือไม่ ทุกวันนี้ยังคงมีรถJeepสัญชาติญี่ปุ่น ขนาดเล็กที่ยังทำตลาดอยู่เพียงรุ่นเดียวที่ก็ยังคงได้รับความนิยมจากนักขับออฟโรด และผู้ที่หลงใหลในรูปแบบ ของรถJeepอยู่ก็คือ SUZUKI SJ410 หรือ คาริเบียน

ตามที่เล่ามาหากเรา เปรียบเปรยตามสุภาษิตที่ว่า “ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตน”หากเราถามทหารซักคนว่าต้องการรถยนต์อะไรเพื่อใช้ในสงคราม คำตอบก็คงเป็นรถ Jeep แล้ว หากเราหันมามองตัวเราเองหรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นเกษตรกร หรือเจ้าของกิจการร้านค้า ว่าหากเขาต้องการมีรถยนต์ไว้ใช้งานซักคัน รถยนต์ ที่เขาสามารถเลือกได้ในเวลานี้ก็คือรถอะไร คงไม่มีคำตอบใดจะดีไปกว่ารถบรรทุกขนาด 1 ตันหรือ ที่เราเรียกว่า ปิคอัพ ซึ่งมีมากมายหลากหลายหลายรุ่นหลากยี่ห้อ หากรุ่นหลายรูปแบบซึ่งราคา ขั้นต่ำ หากเป็นรถใหม่ ก็ประมาณ 4 แสนบาท และหากเอามาใช้แบบสมบุกสมบันในนาในไร่ ก็สามารถ ใช้ได้อยู่ในราว 2-3 ปี แล้วก็ต้องเริ่มซ่อมตัวถังหรือ ชิ้นส่วนอื่นๆ เนื่องจาก ชิ้นส่วนทีเป็นพลาสติกหรือ ยาง เริ่มหมดอายุใช้งาน และตัวถังเริ่มผุ บุบเสียหายเพราะ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานหนักอย่างจริงจัง หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องไปหาอุปกรณ์เสริมมาช่วยให้กระบะไม่บุบหากนำรถไปบรรทุก ของ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิจารณาให้ดีๆจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ตลกมากเพราะ เราซื้อรถกระบะซึ่งควรที่จะสามารถบรรทุกสิ่งของได้อย่างสมบุกสมบันแต่กลับ ต้องไปจัดหาชิ้นส่วนมาเพิ่มเติมเพื่อป้องกัน กระบะบุบหรือเป็นรอยขูดขีด เหล่านี้เป็นเรื่องของความสูญเสีย ระดับชาติที่ไม่มีใครให้ความสนใจและคิดจะแก้ไขหากเราเอามาคิดพิจารณา กันดีๆ มันเป็นการสูญเสียอันมหาศาลของประเทศ เพราะเงิน 4-5 แสนบาท ที่พี่น้องชาวนาชาวไร่ หรือคนที่กำลังจะสร้างเนื้อสร้างตัวทำ เอาเงินจากการขายผลิตผลทางการเกษตรไปซื้อรถยนต์บรรทุกคันหนึ่งแล้วสามารถใช้ งานได้ 2-3 ปีแล้วก็ต้องเสียเงินในการซ้อมชิ้นส่วนตัวถังหรือชิ้นส่วนในห้องโดยสารเพราะแต่ละชิ้นส่วนบอบบางเหลือเกิน เม็ดเงินจำนวนนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์ ที่หมุนเวียนและสร้างงานในประเทศไทยของเรา หากประเทศเราเองยังไม่มีความสามารถที่จะผลิตวัตถุดิบและยังไม่มีเทคโนโลยี ในการผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนเช่นเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ หรือ ระบบส่งกำลังได้ และที่สำคัญผู้ลงทุนผลิตรถยนต์เหล่านี้ไม่มีซักยี้ห้อที่มีคนไทยถือหุ้นส่วนใหญ่หรือเป็นเจ้าของซักราย ซึ่งหากคนไทยเรายังมัวงมงายกับคำโฆษณาของผู้ผลิตรถยนต์ และยังหลงระเริงอยู่กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตรถยนต์จากค่ายต่างๆทยอยป้อนให้ผู้บริโภคเพื่อที่จะได้สามารถควบคุมได้ว่าคนไทยจะสามารถใช้รถได้กี่ปีแล้วจะต้องเปลี่ยนรถคันใหม่เพราะชิ้นส่วนที่ออกแบบไว้หมดอายุการใช้งานแล้วไม่สามารถที่จะซ่อมได้ ยกเว้นจะวิ่งเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนที่หมดสภาพ หากเป็นเช่นนี้ คนในประเทศ เราก็คงต้องงมโข่งกันอย่างนี้ไป ไม่รู้จบ
ซักวันหนึ่งในอนาคตผมหวังว่าจะมีโอกาสที่จะเห็น อัศวินขี่ม้าขาวที่กล้าที่จะยืนขึ้นและประกาศว่า เราคนไทยจะสามารถออกแบบรถยนต์และผลิตรถ ที่เหมาะสมกับการใช้งาน โดยใช้เงินทุนของคนไทย เทคโนโลยีของคนไทยเพื่อ ที่จะเป็นทางเลือกใหม่ของคนไทย ที่สามารถจะเลือกใช้รถยนต์ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานโดยเน้นความเรียบ ง่ายและคงทน ไม่ได้เน้นที่ความสวยงามหรือ กำลังเครื่องยนต์สูงๆที่ไม่ได้เหมาะสมกับการใช้งาน และที่สำคัญมีราคาที่เหมาะสมทั้งตัวรถและอะไหล่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ใช้เทคโนโลยี่ที่สามารถดูแลรักษาและซ่อมบำรุงได้ด้วยตนเองหรือช่างทั่วไป ซึ่งรถ Jeep เป็น ตัวอย่างที่ดีของแนวคิดในการออกแบบและพัฒนารถยนต์ที่เหมาะสมกับประเทศที่ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ผมเชื่อมั่นว่าหากทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นายทุนและนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ หันหน้ามาร่วมมือกันผมเชื่อว่าประเทศไทยเรามีศักยภาพที่สามารถจะร่วมกัน พัฒนาออกแบบรถยนต์ที่เป็นของคนไทยเองได้ แม้หากไม่มีใครสามารถรวบรวมกำลังเพื่อทำให้สิ่งนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ อย่างน้อยข้อมูลเหล่านี้ ก็เป็นการบอกผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายว่า เราไม่ได้หูหนวกตาบอดและจะยอมให้หลอกกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ควรที่จะคิดว่าจะทำอย่างไรให้รถยนต์ที่ผลิตขึ้นมาขายในรุ่นต่อไปสามารถใช้งานได้ทนทานมากขึ้นและตรงกับการใช้งานไม่ใช่การนำเอาแต่แฟชั่น หรือความสวยงานมาเป็นจุดขายแต่เพียงอย่างเดียวเราอาจจะมองง่ายๆ ว่ารถยนต์ปิคอัพที่ผลิตออกมาขายคันละ 4 แสน ยังไม่มีแม้แต่กันชนท้ายต้องไปเสียเงินซื้อติดเอาเอง หรือเรียกกันชนท้ายว่าของแถม ช่างน่าสงสารจริงๆทั้งคนซื้อและคนขาย การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกๆฝ่ายหันมาศึกษาในรายละเอียดและ ร่วมมือกันอย่างจริงจังโดยเฉพาะนักการเมือง เพราะทุกๆสิ่งจะสามารถแก้ไขได้หากเริ่มต้นที่นโยบายระดับชาติ ก่อนที่วันนั้นจะมาถึงผมหวังว่า ตำนานJeep ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังวันนี้จะเป็นแรงกระตุ้นแม้เพียงน้อยนิด ให้คนรุ่นใหม่ที่เผอิญเปิดมาอ่านเรื่องราวที่ผมเล่ามานี้ ได้หยุดคิดสักนิดว่าปัจจุบันว่าเรากำลังตกเป็นทาส ทางเศรษฐกิจและถูกครอบงำ ทางความคิดจากต่างชาติ ที่เป็นนักลงทุนและเป็นเจ้าของเทคโนโลยี มากเพียงใด โดยอาจจะดูได้จากการถูกครอบงำค่านิยมในการใช้รถยนต์ของตัวท่าน และลองประเมินว่าตัวท่านเองหาเงินมาเพื่อใช้จ่ายกับรถยนต์ที่ท่านใช้อยู่มาก น้อยเพียงใด แล้วเงินของท่านเหล่านั้นหมุนเวียนอยู่ ในประเทศของเราหรือไหลกลับไปยังประเทศที่เป็นนักลงทุนและเจ้าของเทคโนโลยี มากเพียงใด คิดดูดีๆ นะครับ แล้วท่านจะได้คำตอบที่ชัดเจนว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงตกอยู่ที่ใคร.!!

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

CAR FOCUS เพื่อคนรักรถ



ออกรถ !!!
สวัสดีครับเพื่อนพ้องน้องพี่บรรดาผู้ใช้รถทั้งหลาย รวมถึงผู้มาเยือน blog CAR FOCUS แห่งนี้ ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้แล้วนะครับว่า ปัจจัยที่ 5 ไม่ใช่รถยนต์ เพราะแทบจะทุกครัวเรือนต้องมีรถ(ทั้งรถยนต์หรือจักรยานยนต์)อย่างน้อยหนึ่งคัน เพื่ออำนวยความสะดวกในครอบครัว หรือเพื่อใช้ประกอบอาชีพ แบบ รุ่น ยี่ห้อแตกต่างกันไปตามความต้องการและความจำเ็ป็น ยิ่งในบ้านเรา (ประเทศไทย) ไม่มีกฏหมายควบคุมการครอบครองรถ หรือจำกัดจำนวนรถที่ชัดเจน ที่นี่จึงกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนด้านธุรกิจยานยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน ธุรกิจการผลิตรถยนต์และอะหลั่ย เพื่อหวังผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกด้วยแล้ว ตลาดรถบ้านเรายิ่งคึกคักประกอบกับเงื่อนไขในการแข่งทำตลาดของรถยนต์แต่ละค่าย และธุรกิจไฟแนนซ์ที่เกี่นวข้องกับการซื้อขายรถ ต่างก็กำหนดเงื่อนไขที่ลดแลกแจกแถมกันอย่างเิอาตาย ทำให้การจะมีรถซักคันในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ว่าจะสนใจแบบไหน ทั้งใหม่เก่า แต่การที่จะดูแลรักษาและผ่อนส่งให้ตลอดรอดฝั่งนั้น หืดขึ้นคอครับเพราะคำว่าเป็นมิตรในตอนกู้เป็นศัตรูในตอนทวงนั้นยังใช้ได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างโหด รวมทั้งอัตราภาษีต่างๆ ที่ถูกรวมอยูในราคารถนั้นมากมายจริงๆ และไม่มีท่าทีว่าจะลดด้วย ซึ่งจะว่ากันตามจริงราคาต้นทุนของรถยนต์ รวมกำไรของคนขายแล้วจะอยู่ประมาณ ไม่น่าเกิน 60 เปอร์เซ็นของราคารถในปัจจุบันที่ซื้อขายกันอยู่ ก็ต้องทนก้มหน้าวากันไปนะครับ เพราะหากไม่ช้ก็ได้แต่ก็ขาดความสะดวก ถึงแม้ว่าการเดินทางทุกวันนี้จะมีรถราที่สะดวกและมากมายหลายเที่ยวกว่าอดีต แต่ก็นั่นละต้องรอต้องเป็นตามเวลาที่กำหนด ทำให้หลายคนเบื่อที่จะรอ สู้ขับรถไปเองดีกว่าสะดวกกว่ากันเยอะ เพราะจะไปจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ แถมได้มีโอกาสเที่ยวไถลไปในตัวด้วย จึงทำใ้ห้หลายๆคนที่ยังไม่มีเฝ้าใฝ่ฝัน จะได้มีกับเขาบ้างถึงแม้ว่าจะเป็นมือที่เท่าไหร่ ก็ไม่รังเกียจเพราะช่างไทย "ซ่อมได้" เชื่อเถอะครับฝรั่งที่ว่าแน่ๆ ผลิตรถออกมาแทบจะเดือนละรุ่น แต่ช่างไทยก็เก่งไม่แพ้กันซ่อมได้ทุกรูปแบบ ขอให้มีอะหลั่ย ไม่ว่าจะเก่าใหม่แค่ไหนไม่สำมะคัญ แต่ที่สำคัญคือ "อะหลั่ย" ประสบการณ์ของผมเองเคยมีปัญญาซื้อรถเก่าๆ (หลายสิบปี) คันหนึ่งแรกๆก็วิ่งฉลุยไม่มีปัญหา การใช้ก็ถนุถนอมยิ่งกว่าภรรยา แต่ไม่นานอาการเริ่มออก เสียงดังควันดำ แอร์ไม่เย็น ฯลฯ มันจะมาค่อยมากันทีละอย่าง พอซ่อมเรื่องแรกหมดไป อาการใหม่ก็ตามมาทำให้ต้องแก้ปัญหากันไม่จบ ทั้งหาอู่ หาอะหลั่ย หาเงินซ่อม โอย..คุณเอ๋ย ถอดใจลยต้องยอมขายต่อแบบขาดทุนครึ่งต่อครึ่ง แต่ยังไม่เข็ด พอเห็นรถเก่าสภาพดีๆ ก็อดที่จะมองไม่ได้ไม่รู้เป็นอย่างไร ดังนั้นทำให้ผมมีประสบการณ์ที่เกี่ยวกับรถเก่าพอสมควร แต่ไม่ถึงกับเป็นช่างนะครับ เพราะการทำงานกับเครื่องยนต์กลไก ไม่ถนัดจริงๆ แต่รับรู้ถึงปัญหาของขารถเก่าเหมือนกัน นั่นก็คือแหล่งอะหลั่ยและช่างที่ชำนาญไว้ใจได้ ใครที่ใช้รถเก่าแล้วมีทั้งสองอย่างที่ว่านี้ก็ใช้ไปเถอะครับ ปัญหาน้อย แต่ถ้าไม่มีก็ต้องศึกษาเรียนรู้เองบ้าง ในระดับการดูแลรักษารถขั้นพื้นฐาน จะได้ไม่ต้องเข้าตำราเสียน้อยเสียยาก นอกจากนั้นต่องศึกษาถึงแหล่งอะหลั่ย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ที่ใช้อยู่ก่อนแล้วอันนี้ก็น่าจะช่วยได้เยอะ ดังนั้น blog CAR FOCUS จึงมีแนวคิดที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับรถ อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดแต่ก็จะพยายามหาข้อมูลใหม่มาป้อน ทั้งการดูแลรักษา การเลือกซื้อ การแก้ไขปัญหาของรถเบื้องต้น การนำข้อมูลด้านรถจากแหล่งต่างมารวบรวมไว้ที่นี้เพื่อหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการรับใช้ทุกท่านที่เป็นเจ้าของรถ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวรถ ผู้ที่กำลังคิดจะซื้อรถ หรือใครก็ตามที่มาเยี่ยมชมบล๊อคนี้ อยาจะเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อเสนอแนะ คำแนะนำ หรือการแบ่งปันความรู้ที่เป็นประโยชน์ ในเรื่องเครื่องยนต์กลไก ก็ขอเรียนเชิญด้วยความยินดี และขอบคุณที่สละเวลาอ่านข้อมูล จากบทนี้เป็นต้นไป เรามาเริ่มต้นค้นหาข้อมูลมาแบ่งปันกันไปกันเลยครับ
ด้วยรักและสวัสดี