Subscribe

RSS Feed (xml)

Powered By

Skin Design:
Free Blogger Skins

Powered by Blogger

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Mercedes-Benz 190E ทน ถูก หรู และดูดี


190อี เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ฉีกแนวจากเดิมที่เคยผลิตแต่รถยนต์ระดับหรูคันโต เปิดตัวสู่ตลาดโลกในเดือนพฤศจิกายน ปี 1982 (20 ปีที่แล้ว) มีเฉพาะตัวถังซีดาน 4 ประตู เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล ในประเทศไทยไม่ได้ทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ตั้งแต่แรก แต่ก็มีพวกพวกรถยนต์สำหรับฑูตต่างประเทศที่เปลี่ยนมือมาให้เห็นประปราย การทำตลาดในไทยเริ่มต้นจริงๆ ในช่วงปลายอายุตลาดของตัวรถยนต์ จนเกือบจะตกรุ่นแล้ว เพราะในช่วงปี 1982-1991 ผู้จำหน่ายคาดว่าไม่คุ้มกับการตั้งสายการผลิตในไทย ครั้นจะนำเข้าก็แพงมาก เพราะกำแพงภาษี

เมื่อปี 1991 รัฐบาลนายกฯ อานันท์ ประกาศลดอัตราภาษีรถยนต์นำเข้าลงเหลือต่ำมากๆ จึงทำให้เกิดตลาดรถยนต์นำเข้า รวมทั้งรถยนต์รุ่นนี้ด้วย

ผู้จำหน่าย เบนซ์ในเมืองไทย จึงนำเข้า 190อี มาทำตลาดไทยในช่วงแรก เหมือนการทำตลาดทั่วไป ทยอยสั่งทยอยขายไปเรื่อยๆ ในราคาคันละล้านกว่าบาท ซึ่งถือว่าไม่แพงสำหรับรุ่นเล็กของยนตรกรรมหรู ที่คนไทยไม่เคยมีโอกาสซื้อ แต่ก็แพงพอสมควรสำหรับค่าเงินในยุคนั้น จึงทำยอดจำหน่ายได้แค่เรื่อยๆ

ใน ช่วงปี 1993 เป็นความพอดีที่ 190อี กำลังจะตกรุ่นในตลาดโลก และมีสต็อกค้างที่เยอรมนีอยู่มาก ผู้จำหน่ายไทยจึงตัดสินใจสั่งนำเข้ามาหลายพันคัน เมื่อเป็นการสั่งซื้อจำนวนมากๆ อีกทั้งกำลังจะตกรุ่น และตัดหลายอุปกรณ์อำนวยความสะดวกออกไป จึงทำให้สามารถตั้งราคาได้ต่ำมาก ทำให้จำหน่ายได้ง่าย และพยายามเลี่ยงกระแสว่าเป็นการโล๊ะรถยนต์ตกรุ่น แต่ทำให้เป็นการจำหน่ายรถยนต์ด้วยราคาและเงื่อนไขพิเศษ 190อี ถึงจะเป็นเบบี้เบนซ์ แต่ตั้งราคาไว้แค่ล้านบาทต้นๆ แม้จะมีอุปกรณ์น้อย แต่ก็ยังเป็นที่หมายปอง และสำคัญที่มีข้อเสนอดาวน์น้อยผ่อนนานมากๆ จึงจำหน่ายได้รวมหลายพันคัน หลังการเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ช่วยฝรั่งระบายสต็อกใหญ่ได้เป็นอย่างดี

190อี มีรหัสตัวถัง ดับเบิลยู201 ในช่วงนั้นคนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่คุ้นเคยกับการระบุรุ่นรถยนต์ด้วยรหัสตัวถัง ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทรถยนต์ไม่ค่อยประชาสัมพันธ์มากนัก รวมทั้งรุ่นและยี่ห้อรถยนต์ ยังไม่หลากหลายเหมือนในปัจจุบัน จึงไม่เกิดความสับสน โดยตั้งชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า "เบบี้-เบนซ์ เพราะเป็นเบนซ์ขนาดเล็กที่สุดในขณะนั้น แต่โดยทั่วไปเรียกว่า 190อี ก็เข้าใจ และเลข 190 ก็ไม่ได้ย่อมาจาก 1,900 ซีซี แต่อย่างไร เพราะ 190อี เป็นรหัสตายตัว แต่มีเครื่องยนต์หลากหลาย เช่น 1,800 2,000 หรือ 2,300 ซีซี ฯลฯ

รุ่นที่นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย มีเฉพาะเครื่องยนต์เบนซิน ใช้บล็อกหลักเดียวกัน 4 สูบล้วนๆ คือ เอ็ม102 โอเวอร์เฮดแคมชาฟต์ 8 วาล์ว แบ่งเป็น 3 รุ่น โดยมีรุ่นหลักในการทำตลาด ที่มีราคาไม่แพง คือ 1.8 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 89 มิลลิเมตร ช่วงชัก 72.2 มิลลิเมตร ความจุ 1,797 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.1 : 1 กำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ หรือ 109 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที

รุ่น 2.0 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 89 มิลลิเมตร ช่วงชัก 80.2 มิลลิเมตร ความจุ 1,996 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.1 : 1 กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์ หรือ 122 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ทั้ง 2 รุ่น ขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา 4 หรือ 5 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 4 จังหวะ

รุ่น 2.3 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ 95.5 มิลลิเมตร ช่วงชัก 80.2 มิลลิเมตร ความจุ 2,298 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.0 : 1 กำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ หรือ 136 แรงม้า (PS DIN) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.4 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ (รุ่นนำเข้าเป็นแบบทวินแคม 16วาล์ว 188 แรงม้า ของ 230E)

ระบบบังคับเลี้ยวแบบกระปุกลูกปืนพร้อมเพาเวอร์ ระบบช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าปีกนก ด้านหลังมัลติลิงก์ 5 จุดยึด ทนทานพอสมควรและให้การทรงตัวที่ดี ระบบเบรกทุกรุ่นเป็นแบบดิสก์ 4 ล้อ ส่วนเอบีเอสป้องกันล้อล็อก เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ จึงมีในบางคันเท่านั้น

ภายนอกสวยแบบเรียบๆ ทรงเหลี่ยม เมื่อก่อนดูดี แต่เริ่มดูเชยๆ แล้วในช่วงนี้ เพราะถูกออกแบบมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เพียงแต่คนไทยเพิ่งเริ่มได้ใช้กันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรูหรา ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ชุบโครเมียม เป็นชิ้นเดียวกับฝากระโปรง ด้านบนติดโลโก้ดาว 3 แฉก ไฟหน้าทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ รวมไฟตัดหมอกไว้ในโคมเดียวกัน ประกบข้างด้วยไฟเลี้ยวแบบโคมเหลือง ฝากระโปรงหลังเปิดได้แค่แนวเหนือป้ายทะเบียน ไฟท้ายทรงเหลี่ยมยาวลายลูกฟูก เอกลักษณ์ของเบนซ์ แทรกกลางด้วยช่องใส่ป้ายทะเบียน

ตัวถังกะทัดรัด ส่งผลให้ห้องโดยสารแคบไปนิด มีความยาว 4,448 มิลลิเมตร กว้าง 1,690 มิลลิเมตร สูง 1,390 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,665 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,170-1,240 กิโลกรัม

ราคากลาง ปี 1992 ประมาณ 450,000 บาท, ปี 1993 ประมาณ 500,000 บาท, ปี 1994 ประมาณ 530,000 บาท, ปี 1995 ประมาณ 560,000 บาท, ปี 1996 ประมาณ 600,000 บาท และปี 1997 ประมาณ 650,000 บาท

รถยนต์รุ่นนี้มีจุดเด่นที่ความเป็นเบนซ์ มีภาพพจน์ดีในสังคม (แต่ต้องสีสวย สะอาด ไม่ใช่โทรมๆ) แม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่ก็ไม่ทิ้งมาตรฐานเดิม ที่มีความทนทานทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่าง ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก จึงดูแลรักษาง่าย ถ้าไม่ถูกย้อมแมวหรือได้คันที่มีสภาพโทรม ซ่อมครั้งเดียวน่าจะจบ และใช้งานได้แบบไม่จุกจิก

มิติตัวถังเทียบ เท่ารถยนต์ญี่ปุ่นขนาดกลาง จึงให้ความคล่องตัวเมื่อใช้งานในเมือง ประสิทธิภาพของช่วงล่างและเบรกมั่นใจได้ ตามสไตล์รถยนต์ยุโรปยี่ห้อดัง ห้องโดยสารกว้างขวางเพียงพอสำหรับ 5 ที่นั่ง ด้านหลังนั่งได้ 3 คนแบบพอดีๆ เกือบๆ จะอึดอัด อุปกรณ์มาตรฐานภายในด้อยไปนิด เพราะถูกตัดออกไปหลายรายการ โดยเฉพาะรุ่นที่โล๊ะสต็อกพร้อมกันหลายพันคัน

ถ้าชอบเบนซ์โฉมนี้ รุ่น 1.8 จะมีให้เลือกมากที่สุดถึงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของตัวถังนี้ เนื่องจากในช่วงนั้นคนส่วนใหญ่คิดว่า รถยนต์ยุโรปกินน้ำมันมากกว่ารถยนต์ญี่ปุ่น รวมทั้งราคาของรุ่น 2.0 กับ 2.3 แพงกว่ารุ่น 1.8 อยู่หลายแสนบาท คนทั่วไปจึงมักจะซื้อรุ่น 1.8 และที่สำคัญอีกอย่าง คือ หลายคนซื้อในงานโล๊ะสต็อกด้วยราคาและเงื่อนไขพิเศษ ที่หลายคนชอบและกัดฟันซื้อ จึงไต่ขึ้นไปซื้อรุ่น 2.0 หรือ 2.3 ไม่ไหว

ถ้า เป็นคนเท้าหนัก คงต้องทำใจกับความอืดของอัตราเร่ง ของรุ่น 1.8 ถ้าทดลองขับแล้วไม่พอใจ ก็ต้องควานหารุ่น 2.0 หรือ 2.3 (ซึ่งหายากมากๆ) แม้การเพิ่มความแรงให้กับรุ่น 1.8 จะทำได้ แต่ไม่ค่อยคุ้มค่าเงิน และควรซื้อรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แต่ถ้าตัดสินใจเลือกรุ่นเกียร์ธรรมดา ก็ควรหาคันที่เป็นแบบเดินหน้า 5 จังหวะ

อะไหล่ของรถยนต์รุ่นนี้ นอกจากศูนย์บริการที่มีราคาแพงแล้ว ยังสามารถซื้ออะไหล่เทียบและอะไหล่แท้นอกศูนย์ฯ มีครบคันทุกชิ้น หมดกังวลไปได้เลย โดยมีแหล่งใหญ่อยู่หลังวัดโสมฯ แถวนางเลิ้ง มีประมาณ 10 ร้าน และในวรจักรก็มีประปรายประมาณ 10 ร้าน แต่จอดรถไม่สะดวกเท่าหลังวัดโสมฯ

การดูแลรักษา ถ้าไม่ใช่ระบบเฉพาะที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบ ก็สามารถเข้ารับบริการตามอู่ทั่วไปได้ และถ้าตกลงกับอู่ได้ว่าจะหาอะไหล่ไปเอง ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มาก เพราะราคาอะไหล่แท้หรือเทียบใช้ตามร้านทั่วไป ราคาถูกพอกับอะไหล่รถยนต์ญี่ปุ่นระดับราคาเดียวกัน หรือบางชิ้นมีราคาถูกจนน่าแปลกใจก็ยังมี

การเลือกซื้อควรใจเย็น ค่อยๆ เปรียบเทียบราคากับสภาพรถยนต์หลายๆ คัน เน้นให้เลือกคันที่ตัวถังไม่ช้ำ จากการชนหนัก หรือถูกดัดแปลงมา พึง พอใจในอุปกรณ์เดิมๆ ที่มีมาให้หรือเปล่า มีอย่างที่ไหน บางคันเบาะหนังเทียม เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ ไม่มีมาตรวัดรอบ กระทะล้อเหล็ก ทั้งที่เป็นเบนซ์

เครื่องยนต์ไม่มีระบบซับซ้อน ลองสตาร์ตและฟังเสียงว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าเลือกรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด การเปลี่ยนเกียร์ต้องทำได้ครับทุกจังหวะ ไม่มีอาการกระตุกกระชากขณะออกตัวหรือขับ หรือเร่งไม่ค่อยขึ้น เพราะถ้าเสียจะซ่อมแพง

จุดอ่อนของรถยนต์รุ่นนี้มีน้อยมาก บางคันตู้แอร์รั่ว ก็ไม่แพงนัก เปลี่ยนแบบหลอดทองแดงก็ทนดี นอกจากนั้นต้องยอมรับให้ได้กับตัวถังขนาดเล็ก ทรงเริ่มเชยกับสันเหลี่ยม ห้องโดยสารไม่กว้าง และบางคันขาดอุปกรณ์หลายอย่างที่ควรจะมี

แม้จะ เป็นเบนซ์ แต่ ณ วันนี้หลายคนที่พบเห็นก็ไม่ได้รู้สึกหรูเท่าไรกับเบบี้เบนซ์ ที่ราคามือสองถูกกว่า โซลูน่า หรือซิตี้ ป้ายแดง แต่ก็แลกมาด้วยจุดเด่นด้านความทนทาน อะไหล่ไม่แพง ขายต่ออีกครั้งราคาไม่ตกมาก

สรุป เบบี้เบนซ์ 190อี ภาพพจน์ยังพอใช้ได้ เกาะถนน ทนทาน อะไหล่เพียบ ซ่อมไม่แพง แต่ทรงเริ่มเชย(อันนี้ตามมุมมองของผมเอง) ห้องโดยสารแคบไปนิด รุ่น 1.8 อัตราเร่งอืดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเท้าแต่กินน้ำมันไม่มาก และบางคันอุปกรณ์มาตรฐานน้อยเกินไป

7 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ21 ธันวาคม 2552 21:38

    แจ่มมากรุ่นนี้ ใครที่อยากขับเบ๊นซ์แต่มีงบจำกัดรุ่นนี้ใช้ได้เลยยังไม่ตกรุ่นครับ อะหลั่ยถูกกว่ารถยุ่นบางยี่ห้อ แถมใช้ทนนานและมาตรฐานความปลอดภัยสูงครับ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ23 กรกฎาคม 2554 21:09

    ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ17 ตุลาคม 2554 00:36

    ราคาปีนี้ 190000 บาท(เต้นส์) พอรับได้น่าใช้มาก

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ31 ธันวาคม 2554 02:42

    เมื่อวันก่อนกำลังจะวางเงินดาวน์ มาหยุดคิดได้ ซื้อสดดีกว่า ไว้เจอกันปีหน้า 190E

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ22 สิงหาคม 2555 10:11

    ใช้ได้ดีมากเข้าโค้งบนดอยทางไปอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ความเร็ว 100km/h ได้อย่างสบายมาก

    ตอบลบ
  6. ไม่ระบุชื่อ26 มิถุนายน 2556 23:03

    แข็งแกร่ง ทนทาน สมกับที่เป็นเบนซ์ เหมาะกับคนตัวเล็กที่รักรถสัญชาติเยอรมันแบบคลาสสิค กินเจติดแก๊สดีๆ น่าใช้มาก

    ตอบลบ
  7. พึ่งซื้อมาวันนี้เองคับ ตัว1.8 ติดแก๊สมาแล้ว ราคา1.5แสนคับ ผมอยากได้ตัวช่องแอร์คู่ตงกลางใหม่คับ ไคพอจะบอกได้ไม๊คับ หาซื้อได้ที่ใหน คือตัวที่ปรับซ้าย-ขวามันไม่มีคับ แต่ช่องด้านข้าง2ดัานมี ไคพอจะสงเคราะห์ผมได้บ้างคับ

    ตอบลบ